By Breez

คนฉายหนังขายยา โดย มนัส กิ่งจันทร์

                จริงนะครับ ที่บอกว่า ภาพหนึ่งภาพ แทนคำพูดได้เป็นร้อยคำเพราะครั้งแรกที่ผมเห็นภาพถ่ายรถหนังขายยาเหล่านี้ บอกตามตรงเลยว่า ผมดีใจมากๆ ยิ่งมองภาพ ก็ยิ่งคิดถึงความหลัง สมัยเมื่อครั้งเป็นเด็กๆ รถหนังขายยาเหล่านี้ จะไปจอดพักจอดนอนที่โรงแรมกรุงศรีโฮเต็ล หน้าตลาดสดเทศบาลเมืองสุรินทร์ ผมก็ชอบเดินไปดูรอบๆ ตัวรถ อ่านโน้น อ่านนี่และอีกอย่างก็ไปดูเผื่อว่า คนฉายหนังเขาจะตัดเศษฟิล์มที่ขาดๆ ทิ้งไว้บ้าง ผมก็จะเก็บเอาเศษฟิล์มมาฉายสไลด์กันเล่นๆ รถหนังขายยาเหล่านี้ แม้จะจอดนอนอยู่ในตัวเมืองสุรินทร์ แต่ก็ใช่ว่า เขาจะฉายหนังขายยาให้ดูนะครับ เขาชอบออกไปฉายตามที่ที่ธุรกันดาร ไปคราวหนึ่งก็ไปหลายๆ วันจึงจะกลับมาพักอีก



วันนี้ ที่พูดถึงรถหนังขายยาก็เพราะระยะหลังๆ นี้ เวลาที่พวกเราเดินทางออกไปหาฟิล์มหนังเก่าๆ ในต่างจังหวัด ก็มักจะได้รับข้อมูลว่า สมัยก่อนมีคนนั้น คนนี้เคยฉายหนังขายยา ลองไปถามดูซิ เผื่อเขาจะยังเก็บฟิล์มหนังไว้บ้าง ซึ่งพอเราเจาะหาข้อมูลลึกๆ ไป ก็มักจะได้ข้อมูลที่ลึกกว่านั้นขึ้นไปอีก ทำนองว่า ยิ่งหาข้อมูล ก็จะยิ่งได้ข้อมูลมากขึ้นเรื่อยๆ หนังขายยาเจ้าไหนที่ไม่มีฟิล์ม ก็จะพูดถึงหนังขายยาเจ้าอื่นๆ ให้เราลองไปสืบหาดูด้วยกระทั่งมาพบคนฉายหนังขายยาเจ้านี้ คนหนังขายยาเจ้านี้นั้นเขาชื่อ เฉลิม ศรีเดช แต่ว่าปัจจุบันได้เสียชีวิตไปแล้ว



                อย่างไรก็ตาม เมื่อเราได้ข้อมูลมาว่า ลุงเฉลิม ศรีเดช เคยฉายหนังขายยา 16 มม.พากย์สดๆ มาก่อนและอยู่ในพื้นที่ตำบลน้ำปลีก จังหวัดอำนาจเจริญ เราจึงให้คนในพื้นที่ใกล้เคียงซึ่งเป็นอดีตคนฉายหนังเหมือนกันตามสืบหาบ้านของ ลูกหลานลุงเฉลิม ศรีเดช ทันที กระทั่งรู้ว่า ลูกหลานเป็นใคร ทำงานที่ไหน จากนั้นจึงลงพื้นที่เข้าไปสอบถาม โชคดีก็เป็นของเราเพราะหลังจากเลิกฉายหนังขายยาแล้ว ลุงเฉลิม ศรีเดช ก็ยังคงเก็บฟิล์มหนัง 16 มม.ไว้หนึ่งเรื่องคือ ไอ้แก่น ปี 2502 เก็บไว้แบบเป็นหนังปิดทองขึ้นหิ้งของคุณพ่อของเขาเลย ถ้าถามว่า เขาหวงฟิล์มมั๊ย ก็ต้องตอบว่า ทั้งรักทั้งหวงเลยครับ แต่พอรู้ว่า พวกเราเป็นกลุ่มที่อนุรักษ์หนังไทยเก่าๆ ต้องการจะช่วยฟื้นชีวิตหนังไทยเก่าๆ ให้กลับมาฉายอีกครั้งและเราไม่จำเป็นจะต้องนำฟิล์มออกจากบ้านเขาด้วย เขาจึงยินยอมให้พวกเราเข้าไปฉายหนังทำไฟล์ภาพได้ ระหว่างที่ฉายหนังนั้น คุณสุนทร ศรีเดช ซึ่งเมื่อสมัยเป็นเด็กๆ ก็เคยไปช่วยคุณพ่อฉายหนังขายยา ปัจจุบันเป็นครูโรงเรียนน้ำปลีกศึกษาก็เล่าเรื่องราวของคุณพ่อเฉลิม ศรีเดช ซึ่งเป็นคนฉายหนังขายยาให้ฟัง



เฉลิม ศรีเดช เกิดเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2480 ที่บ้านกุดรัง ตำบลเมย อำเภอหนองสองห้อง จังหวัดขอนแก่น เป็นบุตรคนที่ 3 ในจำนวนพี่น้อง 9 คนของนายปัด-นางขาว ศรีเดช หลังจากลาสิขาบทแล้ว เฉลิมก็ออกมาช่วยพ่อแม่ทำไร่ทำนา แต่ความที่เป็นคนชอบร้องรำทำเพลง จึงไปฝึกเป็นหมอลำ เฉลิมเป็นคนที่กล้าคิด กล้าแสดงออก กล้าพูด กว่าเด็กหนุ่มๆ ในหมู่บ้าน ต่อมาเฉลิมก็ไปเป็นลูกจ้างห้างขายยาชัยภูมิโอสถ ก็ได้ฝึกงานฉายหนัง ได้เป็นโฆษกพูดขายยา บางครั้งได้เป็นนักพากย์หนังด้วย ราวปี 2509 เฉลิมก็เดินทางเข้ากรุงเทพฯ ไปสมัครทำงานกับหนังขายยาโอสถสภา เต็กเฮงหยู ซึ่งขณะนั้นยังฉายหนังขายยาในระบบ 16 มม.งานที่เฉลิมทำก็คือ ฉายหนัง เป็นโฆษกขายยา พากย์หนังและต่อมาได้เลื่อนขึ้นเป็นหัวหน้าฝ่ายฉายหนัง



                ในสมัยนั้น การฉายหนังขายยาของห้างในกรุงเทพฯ ก็จะตระเวนออกไปฉายตามภูมิภาคต่างๆ ไปกันเป็นเดือนๆ บางครั้งก็ไปกันเป็นกลุ่มๆ ทำให้เฉลิมได้รู้จักกับเพื่อนร่วมอาชีพเดียวกันอีกหลายบริษัทเช่น ห้างขายยาเยาวราชโอสถ ห้างขายยาตรากระต่ายบิน ห้างขายยาตราไก่ หน้าขายยาอารยะโอสถ ตรามือ ฯลฯ ซึ่งห้างขายยาเหล่านี้ต่างก็มีหน่วยฉายหนังขายยาเป็นของตนเอง เวลามีงานเทศกาลหรืองานประจำปีของแต่ละจังหวัด ห้างขายยาเหล่านี้ก็จะจัดส่งรถหนังขายยาไปฉายให้ความบันเทิงแต่ประชาชนทั่วไปฟรีๆ โดยส่วนใหญ่จะเน้นเรื่องการประชาสัมพันธ์สินค้าของบริษัทเป็นหลัก



ราวปี 2511 เฉลิม ศรีเดช ได้เข้าทำงานที่หนังขายยาแสงสว่าง ตราค้างคาว ซึ่งขณะนั้นยังฉายหนังในระบบ 16 มม.เช่นกัน งานที่ทำก็เหมือนๆ เดิมคือ ฉายหนัง เป็นโฆษกขายยา บางครั้งก็พากย์หนังด้วย เฉลิมทำงานกับหนังขายยาแสงสว่าง ตราค้างคาว ประมาณ 2 ปี ก็รวบรวมเงินเป็นทุนได้ จึงลาออกและกลับไปเปิดบริการฉายหนังกลางแปลงที่ตัวเมืองยโสธร โดยร่วมมือกับญาติซึ่งเป็นนักพากย์ชื่อ ไทรทอง ตั้งชื่อบริการหนังว่า ไทรทองภาพยนตร์ รับฉายหนังในระบบ 16 มม.พากย์สดๆ

                นอกจากนี้ เฉลิม ศรีเดช ก็ยังได้ตั้งบริการฉายหนังกลางแปลง 16 มม.อีกที่บ้านน้ำปลีก จังหวัดอำนาจเจริญ ซึ่งเป็นที่อยู่ในขณะนั้น โดยตั้งชื่อว่า เฉลิมพลภาพยนตร์ เวลาพากย์หนังก็จะใช้ชื่อพากย์ว่า หนูหนวด



                ในระหว่างที่ตั้งบริการเฉลิมพลภาพยนตร์นั้น ก็จะรวมกลุ่มกับหนังขายยาปัญญาพร อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี โดยหนังขายยากลุ่มนี้จะมีราวๆ 10 จอ หากคืนไหนมีเจ้าภาพจ้างไปฉาย ก็จะฉายหนังอย่างเดียว ไม่ต้องขายยา แต่ถ้าหากไม่มีเจ้าภาพว่าจ้าง ก็จะออกไปฉายหนังอย่างหนังขายยา โดยสินค้าหลักๆ ที่โฆษณาก็จะเป็นยาของห้างพี.ดี.เคมีคอลจำกัด โดยจะตระเวนฉายหนังขายยาแถวๆ จังหวัดร้อยเอ็ด ยโสธร อุบลราชธานี โดยแต่ละจอก็จะมีฟิล์มหนังเป็นของตนเอง แต่ใช้วิธีแลกเปลี่ยนฟิล์ม ฉายหมุนเวียนกันไป



ต่อมาราวๆ ปี 2517 การฉายหนังระบบ 35 มม.เตาอ๊าค ก็เริ่มได้รับความนิยมขึ้นเรื่อยๆ ทำให้การฉายหนัง 16 มม.พากย์สดๆ เสื่อมความนิยมลง พรรคพวกเพื่อนฝูงจึงเริ่มเปลี่ยนไปฉายหนัง 35 มม. แต่เฉลิม ศรีเดช เห็นว่ามีบริการหนัง 35 มม.แข่งขันกันสูงประกอบกับไม่มีเงินจะลงทุนสูงๆ จึงปิดหน่วยฉายหนังที่ยโสธรในปี 2518 แต่ยังคงรับฉายหนังขายยา 16 มม.ให้กับห้างขายยาอำนวยเภสัช ตรานกเหล็ก หนังขายยาน้ำกำลังวัวเถลิง ที่อำเภอป่าติ้ว จังหวัดยโสธร ไปเรื่อยๆ จนถึงปี 2521 จึงได้เดินทางเข้าไปทำงานที่หนังขายยาโอสถสภาเต็กเฮงหยูในยุคหนัง 35 มม. แต่ทำได้ประมาณ 1 ปีก็เดินทางไปทำงานที่ตะวันออกกลางประมาณ 4 ปี จึงเดินทางกลับมาค้าขายเล็กๆ น้อยที่บ้านน้ำปลีก จนกระทั่งล้มป่วยและเสียชีวิตในวันที่ 18 สิงหาคม 2543