By Breez

มนต์รักป่าซาง โดย มนัส กิ่งจันทร์

                มาถึงวันนี้แล้ว คิดๆ ไปก็ได้แต่เสียดาย.. เสียดายที่เมื่อ 16 ปีที่แล้วไม่ได้นำกากฟิล์มที่ยังเหลือของ มนต์รักป่าซาง กลับมาก่อน สมัยนั้นเวลาที่ออกตามหาฟิล์มหนังกับคุณโต๊ะพันธมิตร ก็อยากได้แต่ฟิล์มหนังที่จบเรื่อง ฟิล์มหนังที่มีบทพากย์ ทั้งนี้ เพื่อความสะดวกในการผลิตออกมาจำหน่าย  



ย้อนกลับไป วันนั้นวันที่ 2 สิงหาคม 2546 ผมตามคุณโต๊ะพันธมิตรไปหาฟิล์มหนังที่พิษณุโลก ไปหาอาจารย์ชลธี มันตะสูตร เป้าหมายก็ฟิล์มเรื่อง ขวัญใจลูกทุ่ง (2515 นาท-บุปผา) เมื่อไปถึงจึงทราบว่า อาจารย์ชลธีมีฟิล์ม 16 มม. เรื่อง ยมบาลเจ้าขา (2514 เพชรา-ขวัญชัย) ลานสาวกอด (2515 ครรชิต-เพชรา) มนต์รักป่าซาง (2514 สมบัติ-เพชรา) และหนังเศษๆ อีกหลายม้วนเก็บไว้ด้วย เมื่อตรวจสภาพฟิล์มแล้ว คุณโต๊ะก็ขอแต่ฟิล์มลานสาวกอดซึ่งสมบูรณ์กว่าเรื่องอื่นๆ มาผลิตจำหน่าย



ต่อมาปี 2556 ผมเริ่มทำโครงการหนังไทยคงเหลือ จึงพาเพื่อนๆ ออกหาฟิล์มหนังไทยเก่าๆ กันอีก เมื่อสอบถามไปยังอาจารย์ชลธีฯก็ทราบว่าได้มอบฟิล์มหนังทั้งหมดให้อาจารย์สุกิต เขียวพฤกษ์ นักอนุรักษ์การฉายหนังไปแล้ว แต่ไม่มีฟิล์มมนต์รักป่าซาง ส่วนฟิล์มยมบาลเจ้าขานั้น อาจารย์สุกิตได้แลกเปลี่ยนกับคุณณรงค์ บานเย็น ชลบุรี ไปแล้ว เราจึงตามไปขอฟิล์มยมบาลเจ้าขากลับคืนมาเมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2556 คงเหลือแต่ มนต์รักป่าซาง ที่ไม่ทราบว่า ฟิล์มไปอยู่ที่ใคร

                จากนั้นเรื่องราวของมนต์รักป่าซางจึงค่อยๆ เงียบหายไป กระทั่งวันที่ 26 พฤษภาคม 2562 พวกเราเดินทางไปหาฟิล์มหนังที่บ้านท่าเสา อำเภอท่ามะกา จังหวัดกาญจนบุรี ตามคำบอกของคุณประกอบบุญ กาฬษร ที่เล่าให้ฟังว่า ลุงแม้ว แว่นตาวินเทจ นักสะสมของเก่าหลายๆ ชนิด มีฟิล์ม 16 มม.อยู่ 2-3 ม้วน อาจจะเป็นหนังไทย เมื่อไปถึงลุงแม้วก็ให้เราดูฟิล์ม 16 มม.ที่สะสมไว้ซึ่งมีหนังไทยอยู่เพียงม้วนเดียว จึงขอนำกลับมา เมื่อฉายดูจึงเห็นว่าเป็นมนต์รักป่าซางม้วนที่ 1 จึงทำให้หวนคิดถึงฟิล์มมนต์ป่าซางอีก 2 ม้วนที่เคยอยู่กับอาจารย์ชลธี พวกเราก็สอบถามไปอาจารย์ชลธีอีกครั้ง แต่อาจารย์ก็จำไม่ได้ว่า ได้ให้ฟิล์มมนต์รักป่าซาง 2 ม้วนนั้นแก่ใคร นี่แหละครับที่บอกว่า เสียดาย ไม่งั้นวันนี้ เราก็จะได้ดู มนต์รักป่าซาง กันแล้ว   

มนต์รักป่าซาง เป็นผลงานของ พิชัย น้อยรอด ที่วงการบันเทิงสมัยให้ฉายาว่าเป็นคนจนผู้ยิ่งใหญ่



พิชัย น้อยรอดหรือเฮียหลอ เกิดปี 2487 ที่กรุงเทพฯ อายุไม่ถึง 10 ขวบ ก็เร่ขายของ ขายหนังสือเพลง ขายรูปภาพ ขายตั๋วหนังจนเป็นเด็กที่คุ้นหน้าคุ้นตาหน้าแถวๆ หน้าเฉลิมกรุง เฮียหลอยอมเป็นเด็กวิ่งซื้อโอเลี้ยง กาแฟให้นักพากย์ชั้นครูไม่ว่าจะเป็นรุจิรา มารศรี สมพงษ์ จุรี เสน่ห์ พันคำ ที่มาพากย์หนังเฉลิมกรุง ต่อมาก็เริ่มหัดฉายหนังที่เฉลิมกรุง แล้วค่อยๆ เขยิบมาเป็นผู้วางเพลง วางแบ๊คกราวน์หนัง 16 มม. เคยเป็นเช็คเกอร์เดินสายหนัง ต่อมาก็มาเป็นนักเขียนนิตยสารภาพยนตร์ เช่น ภาพดารา จักรวาลดารา มิตรดารา โลกบันเทิง ภาพยนตร์บันเทิง

                ปี 2512 เฮียหลอเริ่มสร้างหนังโดยเริ่มจาก ทับสะแก มนต์รักป่าซาง ขวัญใจไอ้หนุ่ม รสสวาท สวรรค์เวียงพิงค์ รางวัลชีวิตนิสิตที่รัก จระเข้ฟาดหาง นักเลงสามสลึง ปืนมีตีน สองเสือในสิงห์ นางฟ้าท่าเรือ เก้าล้านหยดน้ำตา วิญญาณรักแม่นาคพระโขนง อีโล้นซ่าส์ จิ๊กกี๋ก็มีหัวใจ ไอ้ติงต๊อง ไอ้หนุ่มหมัดพังพอนและสิ้นสุดลงในปี 2524 เรื่อง ฤทธิ์หมัดไร้เทียมทาน 



สำหรับเรื่องย่อๆ ของ มนต์รักป่าซาง นั้น เปิดฉากด้วย พ.ต.ต.นักรบ (สมบัติ) หัวหน้าหน่วยปราบปรามพิเศษกองปราบปราม มอบหมายให้ ร.ต.ต.เกษร (ถนอม นวลอนันต์) ไปส่งคำสั่งลับให้ ร.ต.ต.กงจักร (ฤทธี นฤบาล) ร.ต.ต.สมอทอง (ครรชิต ขวัญประชา) ร.ต.ต.สันติ (ธงชัย มิตรประชา) เพื่อให้ตามไปปฏิบัติราชการลับที่อำเภอป่าซาง

                นักรบ เดินทางมาป่าซาง ขณะนั้นกำลังมีขบวนแห่นาคผ่านมา นักรบจึงหลบรถข้างทาง ในขบวนแห่นาคก็มีครูพลับพลึง (เพชรา เชาวราษฎร์) ครูสาวสวยแห่งป่าซางร่วมขบวนอยู่ด้วย นักรบเห็นครูพลับพลึงก็ต้องตาต้องใจทันที  ระหว่างนั้น องอาจ (อนุชา รัตนมาลย์) เศรษฐีหนุ่มผู้มีอิทธิพลแห่งดอยแม่ร้างก็จอดรถรอขบวนแห่นาคผ่านไปเช่นกัน แต่เมื่อมองเห็นครูพลับพลึงซึ่งวันนี้อยู่ในชุดสาวเหนือสวยงาม องอาจซึ่งหมายปองครูพลับพลึงมานานแล้ว จึงสั่งสมุนให้ทำทีเข้าไปรำร่วมขบวนด้วย รำต้อนครูพลับพลึงให้ออกจากกลุ่มคนเพื่อหวังจะฉุดคร่า แต่นักรบเห็นเหตุการณ์ก่อน จึงเข้าช่วยเหลือครูพลับพลึง สร้างความประทับใจให้ครูพลับพลึงเป็นอย่างมาก ฝ่ายนักรบเองก็ไม่ต่างกันจึงบอกครูว่าอีก 2-3 วันก็จะกลับหาครูที่ป่าซาง



นักรบ เดินทางมาถึงดอยลำดวนก็แวะรับประทานอาหารที่ร้านโกเน่ห์ (เสน่ห์ โกมารชุน) ก็เผอิญพ่อเลี้ยงคำแมน (เสถียร ธรรมเจริญ) พาลูกสาวคือ มัลลิกา (เนตรดาว) และองอาจมารับประทานเช่นกัน มัลลิกามีเรื่องกับเนื้อหอม (ดาวน้อย ดวงใหญ่) ทำให้สมุนพ่อเลี้ยงไม่พอใจ ทำร้ายเนื้อหอม นักรบจึงเข้าช่วย แต่สารภี (โสภา สถาพร) ลูกสาวโกเน่ห์ก็คว้าปืนมาห้ามศึกได้ทัน พ่อเลี้ยงกับองอาจจึงจำต้องขอโทษและลากลับไปอย่างเคืองแค้น



ฝ่ายกงจักรกับสมอทอง เดินทางจากกรุงเทพฯรถก็มาเสียที่ดอยลำดวนและได้รับความช่วยเหลือจากดอกแก้ว (เมตตา รุ่งรัตน์) และพ่อให้ที่พักค้างคืน โดยดอกแก้วพึงพอใจกงจักรเป็นพิเศษ คืนเดียวกันนั้น พ่อเลี้ยงก็สั่งสมุนมาฉุดสารภีไป เช้าวันรุ่งขึ้น ดอกแก้วพากงจักรและสมอทองมาที่ร้านโกเน่ห์ จึงทราบเรื่องที่สารภีถูกฉุดและเดาว่า ต้องเป็นคนของพ่อเลี้ยงแน่ๆ ที่ฉุดไป จึงนำทางกงจักรและสมอทองไปช่วยสารภีออกมาจากบ้านพ่อเลี้ยงได้สำเร็จ แต่สารภีก็ไม่กล้าจะอยู่ร้านโกเน่ห์อีก จึงไปอยู่กับครูพลับพลึงที่ป่าซางแทน



ส่วนสันติเดินทางตามมาเป็นคนสุดท้ายได้รับคำสั่งให้ไปหาสายลับสาวชื่อ อรสา (ธิดา) ซึ่งปลอมตัวเป็นนักร้องอยู่ในบาร์ เผอิญคืนนั้น องอาจนัดพบกับไชยัณห์ (เมืองเริง ปัทมินทร์) เรื่องค้าอาวุธเถื่อนที่บาร์ด้วย องอาจเรียกอรสามานั่งคุยที่โต๊ะ แต่อรสาไม่มา จึงถูกสมุนองอาจฉุดกระชาก สันติก็เข้าช่วยอรสา แต่อรสาก็วาดลวดลายคาราเต้สาวเล่นงานสมุนขององอาจและพาสันติหลบออกจากบาร์มาได้ ทั้งสองเดินทางไปสมทบกับเพื่อนๆ ที่ป่าซางทันที



ที่บ้านครูพลับพลึงจึงเป็นที่รวมกันของคู่รักหลายคู่ ต่างฝ่ายต่างเปิดโอกาสให้แก่กันตามลำพัง ทำให้สันติกับสมอทองถูกคนของพ่อเลี้ยงจับตัวไป นักรบกับชาวเขาก็ตามไปช่วยสันติกับสมอทองออกมาได้ ฝ่ายพ่อเลี้ยงก็ให้สมุนฉุดสามสาวไปอีก นักรบจึงไปฉุดมัลลิกามาเป็นตัวประกันต่อรองแลกตัวกัน พ่อเลี้ยงทำทีเป็นยอมและเกิดการต่อสู้กัน ฝ่ายนักรบก็พาสามสาวหนีได้สำเร็จ



ต่อมาเมื่อนักรบทราบว่า องอาจ ไชยันต์ พ่อเลี้ยง นัดส่งมอบอาวุธกันจึงนำกำลังตำรวจเข้าจับกุม องอาจท้าดวลปืนกับนักรบและถูกนักรบยิงเสียชีวิตบนตักของมัลลิกา พ่อเลี้ยงจึงยอมแพ้ ฝ่ายคู่รักทุกคู่ก็ลงเอยกันด้วยดี คงเหลือแต่เกสรซึ่งทั้งเรื่องปลอมตัวเป็นผู้หญิง แต่โกเน่ห์และเนื้อหอมก็ไม่ยอมเชื่อ จึงต้องถอดผ้าพิสูจน์กัน