By OTTO

ยมบาล.. เจ้าขา โดย มนัส กิ่งจันทร์

          มีหนังไทยอยู่ 2 เรื่องที่ตั้งชื่อคล้ายๆ กันนั่นคือ ยมบาลเจ้าขา กับ ยมบาลจ๋า

          แต่ก่อนที่จะมีการสร้างหนัง 2 เรื่องนี้ เราก็จะคุ้นๆ กับเสียงเพลงที่ร้องก่น ร้องว่า..ยมบาลเจ้าขา ฟังฉันว่าสักนิดหน่อยซิ เดี๋ยวนี้ทำไมถึงคนดีๆ ต้องไปเมืองผีกันโดยง่ายดาย..


นั่นเป็นเพลง ยมบาลเจ้าขา ซึ่งครูไพบูลย์ บุตรขัน แต่งขึ้นในช่วงที่พระเอก มิตร ชัยบัญชา เสียชีวิตเมื่อปี 2513 เนื้อร้องก็จะเป็นการประชดประชันยมบาลว่า ทีคนดีๆ คนที่ประชาชนเขารัก ยมบาลก็รีบเอาตัวเขาไปเร็วจริงๆ ทีคนชั่วไม่เห็นจะตายสักที เพลงนี้ครูไพบูลย์แต่งและมอบให้บุปผา สายชล นักร้องสาวดาวรุ่งของวงดนตรีศรีไพร ใจพระ เป็นผู้ขับร้อง ต่อมาเพลงนี้ก็กลายเป็นเพลงแจ้งเกิดให้กับบุปผา สายชล ในปีนั้นด้วย 



          เมื่อเพลง ยมบาลเจ้าขา โด่งดัง ก็เลยมีการสร้างหนังเรื่อง ยมบาลเจ้าขา ขึ้นมา

          ยมบาลเจ้าขา สร้างเป็นหนัง 16 มม.พากย์สดๆ นำแสดงโดย พระเอกใหม่ ขวัญชัย สุริยา จับคู่กับ เพชรา เชาวราษฎร์ นางเอกยอดนิยม ร่วมด้วย มาลาริน-ล้อต๊อก-ชูศรี-สุวิน-ทศ-หวังเต๊ะ ฯลฯ แต่ที่พิเศษจริงๆ ก็คือมีการนำอดีตภริยาพระเอก มิตร ชัยบัญชา คือ จารุวรรณ สวีระวงศ์ มาร่วมแสดงด้วย สร้างโดยชมพูนุชภาพยนตร์ โดยสุรีย์ พุกกะเวส เป็นผู้อำนวยการสร้าง สุริยา เป็นผู้กำกับการแสดง ฉายครั้งแรกวันที่ 2 กรกฎาคม 2514 ที่โรงหนังเมืองทอง ประตูน้ำ



          แรกๆ ก็นึกว่า จะไม่มีทางรู้เนื้อหาของหนังเรื่องนี้แล้วเพราะตั้งแต่หนังออกจากโรงไป ก็หายเงียบไปเลย กระทั่งเมื่อสัก 5-6 ปีที่ผ่านมา ผมก็ได้พบกากฟิล์มหนังเรื่องนี้จำนวน 3 ม้วนจบ เมื่อนำมาฉายดูจึงรู้ว่าหนังเดินเรื่องอย่างไร แต่ว่าจะเดินตามเนื้อร้องของเพลงยมบาลเจ้าขาที่โด่งดังหรือไม่ ก็ลองอ่านดูนะครับ

          หนังเปิดเรื่องที่บ้านของเพชรา ซึ่งขณะนั้นเพชราอยู่บ้านตามลำพังเพราะสามีคือขวัญชัย สุริยา ไปเป็นทำงานที่กรุงเทพฯ สุวิน สว่างรัตน์ ก็ย่องขึ้นเรือนหมายจะปลุกปล้ำเพชรา แต่เพชราก็สู้สุดฤทธิ์ แต่ก็ต้านทานแรงสุวินไม่ไหว จึงเสียตัวให้สุวิน เมื่อฟื้นขึ้นมาเพชราก็เสียใจ ร้องไห้คร่ำครวญและฆ่าตัวตายเพื่อหนีความอับอาย



          เมื่อสุริยากลับจากกรุงเทพฯ ระหว่างทางก็พบเพื่อนบ้าน เพื่อนบ้านก็พยายามจะบอกข่าวว่าเพชราตายแล้ว แต่ก็บอกไม่ได้เพราะถูกผีอำ เมื่อไปถึงบ้านก็เห็นเพชราอยู่บ้านตามปกติ ฝ่ายเพื่อนบ้านที่ตามมาดูด้วยก็งงๆ เพราะรู้ว่าเพชราตายแล้ว จึงไม่กล้าจะอยู่ร่วมกินข้าวเย็นด้วยกัน

          เพชราปรนนิบัติสามีเหมือนตอนที่ยังมีชีวิตอยู่ โดยสุริยาก็ไม่เฉลียวใจ ครั้นตกดึก สุริยาก็ตื่นขึ้นมาพบว่า เพชราที่นอนอยู่ข้างๆ นั้นมีร่างกายเน่าเฟะ ส่งกลิ่นเหม็นเน่า จึงออกอุบายแล้วหนีไปหาเพื่อนบ้าน ผีเพชราก็ตามไปหลอก ทำให้ชาวบ้านเกิดความกลัว หาหมอผีมาปราบ มีทั้งหมอไทย หมอจีน หมอแขกและมีการแทรกฉากลำตัดคณะหวังเต๊ะที่กำลังโด่งดังวิ่งหนีผีเพชรากันอุตลุด

สุริยาเห็นว่า ชาวบ้านได้รับความเดือดร้อนเพราะตน จึงยอมให้ผีเพชราหักคอเพื่อจะตามไปนรกภูมิด้วยกัน ระหว่างที่อยู่ในนรกภูมินั้น พญายมก็พูดจาเกลี้ยกล่อม ไม่ให้ผีเพชราทำร้ายสามี ผีเพชราก็ได้สำนึกจึงยอมไปเกิดแต่ฝ่ายเดียว ส่วนสุริยานั้น ยมทูตก็ส่งวิญญาณกลับคืนร่างเดิม หนังก็จบ ซึ่งเนื้อเรื่องแทบจะไม่เกี่ยวกับเพลงยมบาลเจ้าขาเลยและหนังก็ไม่มีเพลงยมบาลเจ้าขาด้วย   



          มาถึงอีกเรื่องคือ ยมบาลจ๋า

          ยมบาลจ๋า สร้างเป็นหนัง 35 มม.พากย์เสียงในฟิล์ม นำแสดงโดย กรุง-อรัญญา-ไพโรจน์-มานพ-สายัณห์ สร้างโดย อัศวินภาพยนตร์ โดยภาณุพันธ์ เป็นผู้อำนวยการสร้าง ครูเนรมิต กำกับการแสดง ฉายวันที่ 14 มกราคม 2521 ที่โรงหนังศาลาเฉลิมกรุง-พระโขนงรามา ปัจจุบันหาหนังดูไม่ได้แล้ว

          ยมบาลจ๋ามีเพลงอยู่ 2 เพลงคือ ยมบาลจ๋าและสวรรค์เอียง ซึ่งแต่งขึ้นใหม่สำหรับหนังเรื่องนี้โดยเฉพาะ ส่วนพล็อตเรื่องก็จะออกเป็นหนังแนวล้อเลียน หยอกล้อแบบเจ็บๆ คันๆ ของคนที่ตายแล้ว แต่ก็ยังไม่อยากจะตาย ครั้นพอมีชีวิตฟื้นขึ้นมาใหม่ ต่อมาเมื่อพบความผิดหวัง ก็อยากจะตาย แต่ก็ตายไม่ได้อีก

          หนังเรื่องเริ่มที่ นรกภูมิ เมื่อท่านพญายมสอบถามวิญญาณผีตนหนึ่งชื่อออมว่าเป็นอะไรตาย ออมก็เล่าเรื่องให้ฟังและบอกพญายมว่า เมื่อตอนที่เขาเป็นมนุษย์นั้น เขาได้หลงรักผู้หญิงคนหนึ่งชื่อ กรอง และยังมีปรารถนาจะกลับไปใช้ชีวิตกับกรองอีกครั้งหนึ่ง พญายมก็ทนการอ้อนวอนไม่ไหว จึงยอมให้ออมกลับไปสู่โลกมนุษย์อีกครั้งแบบมีเงื่อนไข เมื่อออมยอมรับเงื่อนไข รูปร่างหน้าตาของออมก็เปลี่ยนจากคนขี้ริ้วขี้เหร่เป็นหนุ่มหล่อเหลา  



เมื่อกลับสู่โลกมนุษย์ได้ ออมก็ไปหากรอง แต่กรองจำออมไม่ได้เพราะรูปร่างเปลี่ยนไป ขณะนั้นกรองก็ทำงานเป็นผู้หญิงหากินตอนกลางคืน มีแมงดาชื่อ ธาดา เป็นคนคุ้มครอง

แม่เล้าเห็นว่า ออมเป็นเศรษฐีหนุ่ม มีเงินก็หวังจะเกาะกิน จึงยุให้แรมฤดีแต่งงานกับออม ในวันแต่งงานพญายมก็ปรากฏกายขึ้นและสอบถามออมว่า ยังจะอยากมีชีวิตในโลกมนุษย์แบบนี้ต่อไปอีกหรือไม่เพราะตามเงื่อนไขแล้ว ถ้าออมแต่งงานมีความสัมพันธ์กับผู้หญิงคนใดแล้ว คาถาต่างๆ ก็จะสิ้นมนต์ขลัง ออมจะอธิษฐานอะไรอีกไม่ได้แล้วและชีวิตของออมหลังแต่งงานก็จะไม่มีวันตายจนกว่าออมจะพบคนผู้ที่ไม่มีความทุกข์อะไรเลย ออมจึงจะได้กลับสู่ยมโลก ออมก็ยอมเพราะต้องการลิ้มรสข้าวใหม่ปลามัน

การได้อยู่ร่วมกันกับแรมฤดีอย่างคนธรรมดา ทำให้ชีวิตของออมต้องพบกับเรื่องชั่วร้ายต่างๆ ถูกหลอกลวง ถูกหักหลัง ต้องต่อสู้กับภัยต่างๆ แรมฤดีก็หนีไปจนทำให้ออมรู้สึกว่า ชีวิตนี้ไม่มีความสุข ออมนึกถึงคำพูดของพญายมว่า โลกนี้ไม่มีอะไรน่าอยู่ ออมจึงอยากตาย เรียกหาพญายมให้มารับตัวออมกลับไปนรกภูมิ แต่ก็ไม่เป็นผล ออมพยายามฆ่าตัวตายหลายครั้ง เช่น ยิงตัวตาย กระโดดน้ำตาย แต่ก็ไม่ตาย ออมคลุ้มคลั่งเหมือนคนเสียสติและถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลโรคจิต ณ ที่นี้เอง ออมได้พบกับคนบ้าคนหนึ่งที่เขาบอกว่า ชีวิตเขาไม่เคยมีความทุกข์ มีแต่ความสุข ออมจึงนึกถึงคำพูดของพญายมที่บอกว่า เมื่อเจ้าพบคนที่ไม่มีความทุกข์ เจ้าจึงจะพ้นบ่วงกรรม จากนั้นร่างของออมก็ค่อยๆ กลายเป็นธุลีดิน วิญญาณก็ล่องลอยสู่นรกภูมิท่ามกลางความแปลกใจของหมอและผู้คนที่พบเห็น