By OTTO

พบฟิล์มหนังเก่า สุดทางรัก ปี 2499 โดย มนัส กิ่งจันทร์

                ว่างเว้นจากจัดกิจกรรมฉายหนัง ผมกับเพื่อนก็มักจะออกต่างจังหวัดไปตามหาฟิล์มหนังไทยเก่าๆ กัน เช้าวันเสาร์ที่ 22 ธันวาคม 2561 เราพากันเดินทางไปอำเภอเสลภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด แหล่งข่าวบอกว่า ที่นั่นเคยมีคนฉายหนัง 16 มม.ชื่อชาลีภาพยนตร์ เป็นกำนันเก่า เมื่อเลิกฉายแล้ว ก็ยังเก็บฟิล์มหนัง 16 มม.ไว้กระทั่งตัวตาย แหล่งข่าวบอกว่า ลูกหลานเขาอาจจะยังเก็บฟิล์มหนังเหล่านั้นไว้ เราจึงเดินทางไปสืบหาข่าว



บ่ายๆ ขณะที่เรากำลังเดินทางผ่านท้องที่อำเภอพุทไธสง จังหวัดบุรีรัมย์ ก็เลยแวะกินข้าวเหนียวส้มตำริมร้านข้างทาง พอกินเสร็จ แม่ค้าก็ถามว่า จะไปไหนกัน เพื่อนผมก็บอกว่า จะไปหาฟิล์มหนังเก่าๆ ที่ร้อยเอ็ด พอแม่ค้าและคนในร้านรู้ว่า เรามาตามหาฟิล์มหนังเก่าๆ ก็เลยบอกว่า ที่สี่แยกข้างหน้า ลองแวะไปดูหน่อยซิ ตรงนั้นมีบริการหนังกลางแปลงเก่าแก่อยู่แห่งหนึ่งชื่อ โปโลเธคภาพยนตร์ เราก็เลยแวะไปดู พอไปถึงก็เห็นป้ายชื่อบริการชยันต์ภาพยนตร์ติดไว้ริมรั้ว เห็นรถแห่ของโปโลเธคภาพยนตร์จอดอยู่ เราก็เข้าไปสอบถาม ทราบชื่อภายหลังว่าพี่โปโลหรือชัชวาลย์ เอียการนา อายุ 67 ปี เป็นเจ้าของ พี่เขาเล่าให้ฟังว่า



สมัยก่อนคุณพ่อคือ นายชยันต์ เอียการนา เคยฉายหนังกลางแปลง 16 มม.มาก่อนและเคยทำกิจการโรงหนังที่อำเภอประทายด้วย ต่อมาก็ตั้งบริการฉายหนังกลางแปลงฉายทั้ง 16 มม.และ 35 มม.ปัจจุบันพี่โปโลเป็นผู้สืบทอดกิจการ เมื่อพี่โปโลทราบความประสงค์ของเราแล้ว ก็บอกว่า ยังมีฟิล์มหนัง 16 มม.อยู่บ้าง แต่ไม่รู้ว่าเรื่องอะไร อาจจะเป็นหนังข่าวที่ถ่ายทำในตลาดพุทไธสงก็ได้ พอเราบอกว่า หนังข่าวก็สนใจ พี่เขาจึงไปหยิบฟิล์ม 16 มม.มามอบให้เรา 2 ม้วนและบอกว่า จะช่วยสืบหาจากเพื่อนๆ ในวงการให้อีก



จากนั้นเราก็เดินทางไปยังอำเภอเสลภูมิเพื่อตามหาบ้านกำนันชาลี เมื่อไปถึงก็พบว่า บ้านปิดตาย จึงได้สอบถามยายใกล้ๆ บ้าน ได้ความว่า สมัยก่อนกำนันชาลีเคยฉายหนัง 16 มม.จริง แต่เลิกกิจการไปนานแล้ว ต่อมาเมื่อกำนันชาลีเสียชีวิต ลูกหลานจัดการศพเสร็จก็ปิดบ้านหลังนั้นไว้ ไม่รู้ว่าข้างในบ้านจะมีฟิล์มหนังหรือไม่ เราสอบถามถึงบ้านของลูกหลานกำนันชาลีก็ได้ชื่อนามสกุลมา เมื่อเห็นว่าอยู่แถวๆ อำเภอธวัชบุรีใกล้ๆ กัน เราจึงเดินทางไปสืบหาต่อ แต่ก็ยังหาบ้านลูกชายกำนันชาลีไม่พบ เราจึงเดินทางมุ่งหน้าไปจังหวัดขอนแก่นเพราะแหล่งข่าวแจ้งมาว่า ที่นั่นเคยมีหนังขายยาชื่อเมืองเก่าโอสถ สมัยก่อนเคยฉายหนัง 16 มม.และให้เช่าฟิล์มหนังด้วย เจ้าของตายแล้ว อาจจะมีฟิล์มเหลือ  



  

เช้าวันอาทิตย์ที่ 23 ธันวาคม 2561 เราไปยังบ้านพักเก่าแก่ของหนังขายยาเมืองเก่าโอสถ พบลูกสาวอายุประมาณ 60 ปีเศษๆ สอบถามได้ความว่า สมัยก่อนคุณพ่อคือ นายสำรวย สรรพโส ฉายหนังขายยาแผนโบราณ ตราวัวป่า จริง ฉายเป็นหนัง 16 มม. แต่ตอนนั้นลูกสาวก็ยังไม่ค่อยจะรู้เรื่อง ต่อมาคุณพ่อก็เปลี่ยนมาฉายหนัง 35 มม.จนเลิกกิจการ แต่ก็ไม่รู้ว่า เมื่อครั้งที่คุณพ่อเลิกฉายหนัง 16 มม.นั้น จะนำฟิล์มหนัง 16 มม.ไปไว้ที่ไหนเพราะในโกดังก็มีแต่ฟิล์ม 35 มม.และเครื่องฉายหนัง 35 มม.ที่คุณพ่อเก็บไว้เท่านั้น ว่าแล้วก็พาเราไปดูและได้มอบฟิล์มหนัง 35 มม.บางเรื่องให้เรานำกลับมาอนุรักษ์ไว้



เป็นอันว่า ภารกิจของเราที่ออกไปหาฟิล์มหนังวันเสาร์-อาทิตย์นั้นก็สิ้นสุดลง แต่ขอย้อนกลับไปเล่าถึงฟิล์มหนัง 16 มม. 2 ม้วนที่พี่โปโลมอบให้เรามา ตอนแรกๆ ที่มองเห็นเนื้อฟิล์มก็สงสัยเหมือนกันว่า ทำไมฟิล์มหนังข่าวจึงยาวถึง 2 ม้วน เมื่อมาถึงโรงแรมที่พัก เราก็ยกฟิล์มส่องดูภาพก็พบว่า มีทั้งฟิล์มสีธรรมชาติและฟิล์มขาวดำปะปนกัน มองจากภาพแล้วไม่น่าจะใช่หนังข่าวทั้งหมด

เมื่อนำฟิล์ม 2 ม้วนนี้มาฉายดู ก็พบว่าเป็นหนังข่าวทำบุญสั้นๆ ประมาณ 3 นาที ถ่ายทำที่วัดอาวุธฯ บางพลัด กรุงเทพฯ ราวๆ ก่อนปี 2511 นอกนั้นก็เป็นหนังเรื่อง สุดทางรัก ซึ่งหายสาบสูญไปนาน

สุดทางรัก นำแสดงโดย  ศิริพงษ์ อิศรางกูรฯ -ดรุณี สุขสาคร-เมืองเริง ปัทมินทร์-ผาสุก คงสถิต-กำจาย รัตนดิลก-ทานฑัต วิภาตะโยธิน-สุคนธ์ คิ้วเหลี่ยม-ชื้นแฉะ สร้างโดย อารยะภาพยนตร์ โดย ประไพ ศรีสมวงศ์ เป็นผู้อำนวยการสร้าง ทองต่อ จาตุรงคกุล กำกับการแสดง ฉายครั้งแรกวันที่ 16 กันยายน 2499 ที่โรงหนังศาลาเฉลิมกรุง



ฟิล์มหนังที่เราได้มานั้นยาวประมาณ 50 นาที แต่หนังก็ดำเนินไปจบเรื่อง เพื่อนๆ เห็นว่า เป็นหนังเก่า หาดูได้ยากแล้ว จึงวางโครงการที่จะแกะปากทำบทพากย์เพื่อมอบให้กลุ่มวัยหวานวันวานลงเสียงหนังกันต่อไป



ส่วนเรื่องย่อ ๆ ของ สุดทางรัก จากฟิล์มที่พบ ก็เริ่มที่บ้านเศรษฐีจำนง ในบางกอก มีการเปิดพินัยกรรมของเศรษฐีจำนงโดยมีทนายเจริญ (ผาสุก คงสถิต) เป็นคนอ่านพินัยกรรม ใจความว่า เศรษฐีจำนงได้มอบมรดกส่วนหนึ่งให้กับน้อมจิตต์ (ดรุณี สุขสาคร) ลูกสาวของตากล่ำ (ทองต่อ จาตุรงคกุล) ชาวนาแห่งตำบลบางแพ ราชบุรี ซึ่งเศรษฐีจำนงเพิ่งจะรู้จัก แต่ชอบอัธยาศัยไมตรี ส่วนพร (ศิริพงษ์ อิศรางกูร) ชายหนุ่มบ้านเดียวกันที่แอบรักน้อมจิตต์อยู่ ก็เห็นว่า น้อมจิตต์อาจจะต้องลำบากใจ หากมาใช้ชีวิตอยู่ในบางกอก แต่ก็ไม่กล้าคัดค้านอะไรประกอบกับตัวพรเองจะต้องไปเป็นรบที่เกาหลีด้วย จึงได้แต่บอกว่า หากเสร็จสงครามเกาหลีเมื่อใดจะแวะมาเยี่ยมน้อมจิตต์



ในการที่น้อมจิตต์ได้รับมรดกครั้งนี้ ทำให้ประภัทร (เมืองเริง ปัทมินทร์) ซึ่งรักใคร่ชอบพอกับไฉไล (นาฏยา รัมภเวช) ลูกสาวของเฉิดโฉม (กำจาย รัตนดิลก) น้องเมียเศรษฐีจำนงนั้นไม่พอใจเพราะสูญเสียมรดกส่วนหนึ่งไป จึงพยายามเกลี้ยกล่อมน้อมจิตต์ให้สละสิทธิ์ในมรดก แต่เมื่อน้อมจิตต์ก็ไม่ยอม ทั้งสามคนจึงวางแผนให้พจน์ (พรชัย เปรมประสิทธิ์) ลูกชายเฉิดโฉมแต่งงานกับน้อมจิตต์เพื่อที่จะหาทางหุบมรดกในภายหลัง

น้อมจิตต์แต่งงานกับพจน์โดยที่จำเนียร (ทานฑัต วิภาตะโยธิน) ลูกชายคนเดียวของเศรษฐีจำนงซึ่งป่วยเป็นโรคประสาทแสดงความยินดีด้วย ต่อมาเมื่อพรกลับจากสงครามเกาหลีรู้ว่า หญิงที่ตัวเองรักได้แต่งงานกับชายอื่นไปแล้ว จึงกลับไปบางแพเพื่อช่วยดูแลแม่ของน้อมจิตต์แทน ส่วนน้อมจิตต์ก็มีลูกชายกับพจน์หนึ่งคน



ต่อมาพรส่งจดหมายมาบอกน้อมจิตต์ว่า แม่ป่วยหนัก น้อมจิตต์จึงกลับบางแพเพื่อไปเยี่ยมแม่ ระหว่างนั้น เฉิดโฉมไฉไลและประภัทร ก็จัดฉากให้มีงานเลี้ยงขึ้นในบ้าน ไฉไลแอบวางยาให้พจน์ดื่มและให้เพื่อนสาวเข้าไปนอนกับพจน์ซึ่งก็เป็นเวลาเดียวกับที่น้อมจิตต์กลับจากบางแพมาเห็นพอดี น้อมจิตต์เสียใจมากที่พจน์นอกใจ จึงขอหย่าและกลับไปอยู่บางแพ

พจน์รู้ความจริงภายหลังว่า เรื่องราวทั้งหมดนั้นเกิดจากการรวมหัวของเฉิดโฉม ไฉไลและประภัทร จึงอุ้มลูกชายไปตามหาน้อมจิตต์ที่บางแพ ต่อมาจำเนียรเกิดคุ้มคลั่งจุดไฟเผาบ้านตัวเอง ทำให้ทุกคนเสียชีวิต พจน์เดินทางไปถึงบางแพก็พบว่า น้อมจิตต์กำลังจะแต่งงานใหม่กับพร ก็ไม่อยากจะขัดขวาง จะหลีกทางให้ แต่เมื่อถึงวันแต่งงาน พรก็ได้หายตัวไป คงมีแต่จดหมายเขียนทิ้งไว้ว่า ขอเป็นฝ่ายเสียสละเพราะอยากให้น้อมจิตต์มีความสุขกับครอบครัวเดิมต่อไป