By OTTO

เปิดกรุหนังขายยาปัญญาเภสัช โดย มนัส กิ่งจันทร์

        การออกตามหาฟิล์มหนังไทยเก่าๆ นั้น ไม่มีสูตรสำเร็จตายตัว แต่ละครั้งที่ได้พบฟิล์มก็เหมือนเป็นเรื่องของโชคของวาสนากันจริงๆ เพราะแม้แต่คนในพื้นที่เองก็ยังไม่รู้ด้วยซ้ำไปว่า สถานที่ที่ตรงนั้นจะมีฟิล์มหนังเก่าๆ เก็บอยู่ อย่างเช่นการไปเปิดกรุฟิล์มหนังขายยาปัญญาเภสัชที่ผมจะเล่าให้ฟัง  



        แรกเริ่มเดิมทีนั้น ผมกับเพื่อนก็คิดกันเล่นๆ ว่า เราจะไปตามหาฟิล์มหนังกันที่ไหนดีเพราะแต่ละแห่งที่ได้ข่าวมานั้น เมื่อเราโทรศัพท์ติดต่อพูดคุยกันก็มักจะจบลงด้วยคำตอบที่ว่า ไม่มีฟิล์มเหลือแล้ว แต่เพราะอยากได้ข่าวในเชิงลึก อยากเห็นหน้า อยากจับเข่าคุยกัน เราก็เลยต้องลงพื้นที่ไปหาข่าวเพิ่มเติม

        คืนวันศุกร์ที่ 4 มกราคม 2562 ผมกับเพื่อนก็พากันเดินทางไปอำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี ไปตามที่แหล่งข่าวบอกมาว่า ที่หมู่บ้านคำลือชา อำเภอวารินชำราบ เคยมีคนชื่อโมทย์ ฉายหนัง 16 มม.แลกข้าว เป็นหนังมิตร ชัยบัญชา เราเช็คดูแล้วเห็นว่า บ้านคำลือชา มีพื้นที่ไม่กว้างนัก จึงเสี่ยงที่จะไปตามหาคนชื่อโมทย์กัน

ประมาณตีหนึ่ง เราก็หยุดรถ นอนพักที่อำเภอหนองกี่ จังหวัดบุรีรัมย์ พอรุ่งเช้าวันเสาร์ที่ 5 มกราคม 2562 เราก็ออกเดินทางมุ่งหน้าไปวารินชำราบ แต่ระหว่างทางนั้นก็มีข่าวเพิ่มเติมอีกว่า ก่อนที่จะถึงบ้านคำลือชาจะผ่านตัวอำเภอวารินชำราบก่อน ให้ลองแวะดูบริการหนังกลางแปลงเก่าแก่ชื่อวฤทธิ์ภาพยนตร์อยู่แถวๆ ศาลเจ้าวารินทร์ เผื่อว่า จะมีฟิล์ม มีข่าวอะไรบ้าง  

เราขับรถวนหาศาลเจ้าวารินทร์จนพบและใกล้ๆ กันก็เห็นร้านซ่อมลำโพงติดป้ายชื่อว่า วิษณุภาพยนตร์ เห็นผู้ชายคนหนึ่งกำลังซ่อมลำโพงอยู่ จึงเข้าไปสอบถามทราบชื่อภายหลังว่า วิษณุ บุญทา พี่เขาเล่าให้ฟังว่า แต่เดิมนั้น ก่อนจะเป็นบริการวิษณุภาพยนตร์ คุณพ่อคือนายวฤทธิ์ บุญทา ก็เคยตั้งบริการฉายหนังกลางแปลง 16 มม.มาก่อน ชื่อบริการวฤทธิ์ภาพยนตร์ โดยคุณวิษณุเองก็เป็นคนช่วยฉาย คุณพ่อฉายหนัง 16 มม.มานาน ส่วนหนังไทยที่พอจำได้ว่าเคยฉายก็คือเรื่อง พิมพิลาไล รุ่นมิตร-พิศมัย หลังจากคุณพ่อเลิกฉายหนัง 16 มม.แล้ว คุณวิษณุและภริยาก็ได้ดำเนินกิจการต่อ แต่ว่าเป็นการฉายหนัง 35 มม.แล้ว ส่วนเครื่องฉายและฟิล์มหนัง 16 มม.ของคุณพ่อนั้น เมื่อเลิกกิจการ พ่อก็ได้ให้ผู้อื่นไปหมดแล้ว คุณวิษณุดำเนินกิจการหนัง 35 มม.อีกไม่นาน ก็เลิกและหันมาทำกิจการมาซ่อมลำโพงแทนจนปัจจุบัน เมื่อคุณวิษณุทราบความประสงค์ของพวกเรา จึงรับปากว่า จะสืบหาข่าวจากเพื่อนในวงการฉายหนังรุ่นราวคราวเดียวกันให้ว่า ยังมีใครเก็บฟิล์มหนังเก่าๆ ไว้บ้างหรือไม่



จากนั้นเราก็เดินทางต่อไปยังบ้านคำลือชา เมื่อไปถึง ก็ไปหาผู้ใหญ่บ้าน แต่ผู้ใหญ่บ้านไม่อยู่ ก็เลยถามคนแก่ๆ แถวนั้นได้ความว่า หมู่บ้านคำลือชานี้มีคนชื่อโมทย์อยู่สองคน แต่ก็ไม่เคยเห็นทั้งสองคนนี้ฉายหนังแลกข้าวอะไรเลย ว่าแล้วก็ชี้ให้เราดูบ้านคนชื่อโมทย์ว่าอยู่ตรงไหน เราก็ไปตามที่ชี้ พอไปถึงก็พบผู้หญิงคนหนึ่ง ทราบชื่อภายหลังว่า พี่น้อย อโณทัย จันทรภาพ พอเราถามหาคนชื่อโมทย์ที่เคยฉายหนังแลกข้าว พี่น้อยก็บอกว่า ใช่ บ้านหลังนี้แหละ แต่สาเหตุที่ชาวบ้านแถวนั้นไม่รู้ว่า พี่โมทย์เคยฉายหนังแลกข้าวก็เพราะว่าเวลาฉายหนังแลกข้าว เขาจะไปฉายในท้องที่อื่นที่ไกลๆ และกันดาร ไปกันเป็นเดือนๆ สมัยนั้น พี่ปราโมทย์ จันทรภาพ จะเป็นคนฉายและพากย์หนังเอง ก่อนฉายก็จะมีการประกาศให้ชาวบ้านรู้ก่อนว่า คืนนี้จะมีหนังกลางแปลงมาฉายให้ดูฟรีๆ ที่วัด เป็นหนังแลกข้าวเปลือก พอฉายหนังจบ กลางคืนก็จะอาศัยวัดเป็นที่หลับนอน พอรุ่งเช้าพี่โมทย์ก็จะขับรถอีแต๋นออกตระเวนไปในหมู่บ้านเพื่อให้คนที่เขาไปดูหนังฟรีๆ เมื่อคืนนี้เอาข้าวเปลือกมาเทใส่กระสอบข้าวที่เตรียมไว้ จากนั้นก็จะเอาข้าวเปลือกไปขายที่โรงสีข้าว นำเงินมาใช้จ่ายต่อไป นี่แหละครับที่เรียกว่า หนังแลกข้าว พี่โมทย์ฉายหนังแลกข้าวอย่างนี้อยู่นาน ก็เปลี่ยนไปฉายหนังขายยาบ้าง หนังกลางแปลงบ้าง



เมื่อถามถึงว่า แล้วฟิล์มหนัง 16 มม.ที่เคยฉายนั้น เอาไปไว้ที่ไหน พี่โมทย์ก็บอกว่า ส่งคืนให้เจ้าของหนังไปหมดแล้ว ขณะนี้เหลือเพียงเลนส์ขยายของเครื่องฉายหนังเท่านั้น ส่วนหนังไทยเก่าๆ ที่เคยฉายแลกข้าวเช่นเรื่อง กากี รุ่นวิไลวรรณ-นางละคร รุ่นพิศมัย-เห่าดง รุ่นไชยา ฯลฯ พี่เขาจำได้แค่นี้เอง เมื่อไม่มีฟิล์มหนัง เราก็เลยคุยกันถึงคนฉายหนังคนอื่นๆ ที่พี่โมทย์รู้จัก แต่ส่วนใหญ่ก็ตายไปหมดแล้ว พอเราบอกว่า เผื่อลูกหลานเขายังเก็บฟิล์มไว้ พี่โมทย์ก็เลยพาเราไปหาเพื่อนที่ชื่อบริการสุริยาภาพยนตร์อยู่แถวๆ บ้านคำเจริญ วารินชำราบ ก็ไปเผื่อว่า ลูกๆ เขาจะเก็บฟิล์มหนัง 16 หรือ 35 มม.ของพ่อไว้บ้าง พอไปถึงก็พบลูกสาวคุณสุริยาอายุประมาณ 30 ปีเศษๆ บอกว่า ฟิล์มหนัง 35 มม.ของพ่อ ไม่มีแล้ว ส่วนฟิล์ม 16 มม.นั้น แม่บอกว่า ได้ให้ญาติข้างบ้านเก็บไว้ เราจึงไปหาญาติข้างบ้าน แต่ญาติก็บอกว่า ฟิล์มหนัง 16 มม. 3-4 ม้วนของคุณสุริยานั้นได้เสียหายและเอาทิ้งไปหมดแล้ว



ช่วงที่เราพูดคุยกันก่อนจะเดินทางกลับนั้น เราก็ถามว่า สมัยที่พ่อฉายหนังนั้น พ่อหาฟิล์มมาจากไหน ลูกสาวก็บอกว่า พ่อไปเช่ามาจากร้านปัญญาเภสัชอยู่แถวๆ ตลาดแม่กิมเตียง วารินชำราบ สมัยนั้นเขามีฟิล์มหนังให้เช่ามากมาย เราเห็นว่า ตลาดแม่กิมเตียงอยู่ไม่ไกลนัก จึงลองไปสืบๆ หาดูก็พบว่า มีร้านปัญญาเภสัชอยู่จริง แต่ร้านปิดและมีเบอร์โทรศัพท์เขียนติดหน้าร้านไว้ เพื่อนจึงลองโทรศัพท์ไปสอบถามดู โชคดีเป็นของเราครับ พี่ปัญญา สุหงษา ปัจจุบันอายุ 71 ปี เป็นคนรับสายเล่าให้ฟังว่า สมัยก่อนเคยฉายหนังขายยาจริง ฉายมาตั้งแต่ปี 2518 เป็นหนัง 16 มม.พากย์สดๆ พี่ปัญญาเป็นคนพากย์หนังเอง เป็นโฆษกโฆษณาขายยาด้วย จากนั้นก็เปลี่ยนมาฉายหนัง 35 มม.ก็มีทั้งขายยาและฉายงานกลางแปลงทั่วไป เมื่อเลิกกิจการฉายหนังแล้วก็ยังเก็บฟิล์มหนังทั้งหมดไว้ที่บ้านอีกหลังหนึ่ง ต่อมาเกิดน้ำท่วม ทำให้ฟิล์มหนังบางส่วนเสียหาย จึงเอาทิ้งไปบ้างและยังเก็บฟิล์มส่วนที่เหลือๆ ไว้ ต่อมามีคนมาเช่าบ้านหลังนั้น ก็เลยต้องย้ายฟิล์มหนังทั้งหมดไปไว้ที่บ้านสวนแถวๆ วัดหนองกินเพล วารินชำราบ เป็นบ้านปิดตายมาตั้งแต่ปี 2554 ไม่มีใครอยู่ ตอนนี้ก็ไม่รู้ว่า ฟิล์มหนังเหล่านั้นจะเป็นอย่างไรบ้าง

เมื่อพี่ปัญญาทราบความประสงค์ของพวกเรา ก็เลยบอกว่า พรุ่งนี้ จะพาพวกเราไปเปิดบ้านดูฟิล์มหนังกัน คืนนั้น เราจึงนอนพักค้างคืนที่วารินชำราบ รุ่งเช้าวันอาทิตย์ที่ 6 มกราคม 2562 พี่ปัญญาก็พาเราไปบ้านหลังนั้น เมื่อเปิดประตูเข้าไป ก็พบว่า มีกระเป๋าฟิล์มวางเรียงกันอย่างเป็นระเบียบหลายสิบกระเป๋า เป็นฟิล์ม 35 มม. ข้างกระเป๋าก็จะเขียนชื่อหนังไว้แตกต่างกัน พี่ปัญญาบอกว่า หนังข้างในกระเป๋าอาจจะไม่ตรงกับชื่อที่เขียนไว้ ให้ต้องลองเปิดตรวจดูว่า ข้างในจะเป็นหนังเรื่องอะไรบ้าง เราจึงเปิดกระเป๋าฟิล์มออกดูพบว่า ฟิล์มส่วนใหญ่เสียหายไปเพราะอากาศอับชื้นจนเกิดเชื้อรา แต่บางม้วนก็ยังพอฉายได้ เราจึงเลือกเฉพาะฟิล์มที่ฉายได้กลับมา



กรุฟิล์มหนังขายยาปัญญาเภสัชนี้ถือว่า เป็นกรุหนังเก่าจริงๆ กรุหนึ่ง เสียดายว่า เรามาพบช้าเกินไป ก่อนหน้านี้ก็ไม่มีใครทราบด้วยว่า พี่ปัญญา สุหงษา จะยังเก็บฟิล์มเหล่านี้ไว้ ส่วนหนังสำคัญที่พบในกรุนี้ก็ เช่น หนัง 16 มม.เรื่อง เจ้าจอมหม่อมห้าม ปี 2494 เป็นหนังเก่าๆ มากๆ เหลือมาประมาณ 20 นาที แล้วก็เรื่อง ลำพู (2513 สมบัติ-เพชรา) สวรรค์บ้านนา (2513 สมบัติ-อรัญญา) ส่วนหนัง 35 มม.ก็เหลือเต็มๆ เรื่อง แต่ฟิล์มเสียหายบางส่วน จึงได้มาเป็นหนังเศษๆ ไม่จบเรื่อง เช่น อภินิหารโกมินทร์ (ไพโรจน์-เยาวเรศ) รักครั้งแรก (2517 ยอดชาย-ภาวนา) 7 ประจัญบาน (2520 กรุง-สรพงศ์-เนาวรัตน์) เจ้าสาวเดิมพัน (2521 สรพงศ์-เนาวรัตน์) รอยไถ (2522 สรพงศ์-นันทนา)  เครือฟ้า (2523 นิรุตติ์-สุพรรษา) นักร้องปืนโหด (2528 สายัณห์-นันทิดา) เป็นต้น