By OTTO

ล่าพยาบาท โดย มนัส กิ่งจันทร์

        เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2561 ที่ผ่านมา พวกเราเดินทางไปจังหวัดเพชรบูรณ์เพื่อรับมอบฟิล์มหนัง 16 มม.จากคุณอุ้ย สมบัติ เรื่อง ล่าพยาบาท นำแสดงโดย สมบัติ-พิศมัย-เสกสรร-ปริม-แก่นใจ สร้างโดย สนั่นศิลป์ภาพยนตร์ โดย บรรจง ศรีสวัสดิ์ เป็นผู้อำนวยการสร้าง สนั่น จรัสศิลป์ กำกับการแสดง หนังเรื่องนี้เข้าฉายครั้งแรกวันที่ 7 กรกฎาคม 2510 ที่โรงหนังศาลาเฉลิมกรุง



        จากการพูดคุยกันก็ได้ความ เมื่อประมาณ 2 ปีที่แล้ว คุณอุ้ยได้ซื้อฟิล์มหนังเรื่องนี้มาจากบริการหนังกลางแปลงแห่งหนึ่งในจังหวัดนครราชสีมา ตอนแรกผมก็นึกว่าซื้อมาจากบริการพยงค์ภาพยนตร์ แต่คุณอุ้ยบอกว่า ไม่ใช่ เป็นบริการเล็กๆ และก็มีหนังเหลืออยู่เพียงเรื่องเดียว



        ล่าพยาบาท นี้เป็นหนังหนึ่งในรายชื่อซึ่งอยู่ในข้อมูลรายชื่อฟิล์มหนัง 16 มม.ประมาณ 70 เรื่องของพยงค์ภาพยนตร์ที่พวกเราได้ข้อมูลมานานแล้ว สันนิษฐานว่า ฟิล์มชุดนี้น่าจะเป็นฟิล์มของพยงค์ภาพยนตร์ แต่เดิมพยงค์ภาพยนตร์เปิดกิจการอยู่ในกรุงเทพฯ ต่อมาก็ย้ายกิจการไปฉายหนังกลางแปลงอยู่ที่นครราชสีมาแห่งหนึ่ง ไปอยู่ที่พิษณุโลกอีกแห่งหนึ่ง โดยทั้งสองแห่งนั้นได้หอบหิ้วฟิล์มหนัง 16 มม.จากกรุงเทพฯ ไปไว้ฉายหนังกลางแปลงกันเป็นร้อยๆ เรื่อง บริการหนังกลางแปลงในท้องถิ่นใกล้เคียงก็จะมาเช่าฟิล์มหนังจากพยงค์ภาพยนตร์ไปฉาย บางครั้งก็ซื้อฟิล์มไปเลยก็มี ยิ่งใกล้พ้นยุคหนัง 16 มม.นั้น บริการพยงค์ภาพยนตร์ได้ปล่อยขายฟิล์ม 16 มม.ให้กับหนังกลางแปลงในถิ่นธุรกันดารมากขึ้น (เพราะในเมืองใหญ่ๆ ไม่มีการฉายหนัง 16 มม.กันแล้ว) จนทำให้เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2542 ที่คุณโต๊ะพันธมิตรพาผมไปหาฟิล์มหนังไทยเก่าๆ ที่บริการพยงค์ภาพยนตร์ นครราชสีมา จึงเหลือฟิล์มหนัง 16 มม.อยู่เพียง 4 เรื่องคือ พระอภัยมณี นางสาวโพระดก ลูกผู้ชายชื่อไอ้แผน สันดานดิบ ส่วนฟิล์มเรื่องอื่นๆ อีกเป็นร้อยๆ เรื่องนั้นได้ความว่า ขายไปหมดแล้ว แต่จำไม่ได้ว่า ขายให้ใครไปบ้าง พวกเราจึงได้แต่กำแผ่นรายชื่อหนังของพยงค์ภาพยนตร์ไว้เพราะคิดว่า สักวันหนึ่ง เราจะต้องพบฟิล์มตามรายชื่อนี้บ้างและก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ เพราะในห้วงระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมานี้ เมื่อพวกเราพบฟิล์มหนัง 16 มม.ในเขตภาคอีสานก็มักจะเป็นฟิล์มที่ซื้อมาจากบริการพยงค์ภาพยนตร์ นครราชสีมา แทบทั้งสิ้นซึ่งรวมทั้ง ล่าพยาบาท เรื่องนี้ด้วย



        คุณอุ้ยบอกว่า ล่าพยาบาท ตอนที่ซื้อฟิล์มมานั้น ก็ยังมีบทพากย์ติดมาด้วย แต่สภาพกระดาษไม่ค่อยจะดีแล้วและปัจจุบันบทพากย์ก็ขาดหายไปหมด โชคดีที่ว่า ยังมีบทพากย์อีกชุดหนึ่งอยู่ที่หอภาพยนตร์ฯ จึงทำให้หนังเรื่องนี้มีโอกาสกลับมาเกิดเร็วกว่าหนังเรื่องอื่นๆ ที่เราจะต้องลงทุนแกะปากทำบทพากย์หนังก่อน



        ล่าพยาบาท เป็นเรื่องราวความแค้นของนางเอกที่ต้องตามล่าพี่เขยใจโฉด ก็เรียกว่า เป็นหนังบู๊ โลดโผน ยิงกันสนั่นจอ สีฟิล์มยังสดใสแม้จะอายุถึง 51 ปีแล้ว เนื้อหาเนื้อเรื่องก็ค่อนข้างสมบูรณ์ มีขาดหายไปบ้างนิดหน่อยตามกาลเวลา คิดว่าไม่ช้า ทีมวัยหวานวันวานก็จะเริ่มลงเสียงพูดให้หนังกันแล้ว ตอนนี้ ก็มาอ่านเรื่องย่อๆ กันก่อน



        หนังเริ่มเรื่อง เมื่อวิวัฒน์ (ทักษิณ แจ่มผล) ซึ่งลักลอกทำธุรกิจค้าปืนเถื่อนรู้ข่าวว่า ร้อยตำรวจโทเคน คมราช (สมบัติ เมทะนี) ถูกเรียกตัวเข้ามากองปราบ ก็เดาได้ทันทีว่า เคนจะต้องมาตามล่าเสือจอม (สุเทพ เหมือนประสิทธิเวช) สมุนเอกของวิวัฒน์ วิวัฒน์จึงสั่งให้ลูกน้องไปดักยิงเคนที่สถานีรถไฟบางซื่อ



        ในขบวนรถไฟที่เคนเดินทางมานั้น ก็มี นิดา นิลาภา (พิศมัย วิไลศักดิ์) ร่วมขบวนมาด้วย แต่ทั้งสองยังไม่รู้จักกัน นิดาเดินทางเข้ากรุงเทพฯเพื่อจะไปทำงานกับพี่สาวคือ นวลน้อย (แก่นใจ มีนะกนิษฐ์) ซึ่งเป็นเมียของวิวัฒน์ เมื่อเคนลงจากรถไฟ มือปืนก็จะยิงเคน แต่นิดาเหลือบไปเห็นก่อน จึงร้องบอกและเหวี่ยงกระเป๋าใส่มือปืน กระสุนจึงพลาดไป เคนขอบใจนิดาและก็แยกย้ายกันไป

        ที่ท่าเรือคลองเตย เคนกับตำรวจจับกุมเสือจอมได้สำเร็จ วิวัฒน์จึงพานวลน้อยและนิดาหลบไปอยู่ที่อื่นก่อน ฝ่ายแม่นิ่ม (มารศรี อิศรางกูร) ซึ่งเป็นแม่ของนิดาก็เป็นห่วงนิดา จึงบอกให้ นนท์ (เสกสรร สัตยา) ซึ่งเป็นน้องชายนิดาไปเยี่ยมพี่สาว แต่นนท์ก็ถูกผู้ใหญ่เฉี่ยว (ถวัลย์ คีรีวัฒน์) กุมตัวไว้ใช้แรงงานโทษฐานไปแอบดูโฉม (ปริม ประภาพร) ลูกสาวอาบน้ำ ส่วนหลังฉากของผู้ใหญ่เฉี่ยวนั้นก็คือ ผลิตปืนเถื่อนขาย   


   

     เมื่อเสือจอมถูกจับก็ทำให้วิวัฒน์เงินขาดมือเพราะไม่มีคนประสานงานเรื่องขายอาวุธปืนเถื่อนให้ จึงวางแผนกับนวลน้อยหวังจะเอานิดามาเป็นเมียอีกคน ทั้งนี้ เพื่อที่จะให้นิดาหาเงินให้ใช้เพราะนิดากำลังเป็นนักร้องที่โด่งดัง แต่คืนที่วิวัฒน์ปลุกปล้ำนิดานั้น นิดาฮึดสู้สุดฤทธิ์และใช้ปืนยิงวิวัฒน์ล้มลง นิดาตกใจคิดว่า วิวัฒน์ตายแล้ว จึงวิ่งหนีออกจากบ้าน ก็พอดีพบกับเคน เคนจึงพานิดาไปมอบตัวกับตำรวจ

        แม่นิ่มมาเยี่ยมนิดาที่เรือนจำและเล่าให้ฟังเรื่องนนท์ถูกผู้ใหญ่เฉี่ยวกุมตัวไว้เป็นลูกน้อง ส่วนเคนก็มาเยี่ยมนิดาและหาทนายสู้คดีให้นิดา ในระหว่างที่นิดาถูกคุมขังอยู่นั้นก็ได้เรียนวิชายูโดเพื่อป้องกันตนเองจากนักโทษหญิงและยังได้พบกับเสือบานเย็น (เชาว์ แคล่วคล่อง) ซึ่งเป็นเพื่อนของพ่ออีกด้วย

        ฝ่ายวิวัฒน์ก็บังคับให้นวลน้อยไปเป็นหญิงพาร์ตเนอร์ เมื่อไม่ยอมก็จะถูกตบตีทำร้าย ต่อมาศาลตัดสินยกฟ้องนิดาเพราะเชื่อว่าวิวัฒน์ปลุกปล้ำ นิดาจึงป้องกันตัวเอง ส่วนเสือจอมก็แหกคุกและหนีไปหาวิวัฒน์ นิดาไปหานวลน้อยที่บ้านก็พบว่าวิวัฒน์ทำร้ายพี่สาวจนบาดเจ็บสาหัสและเสียชีวิตในเวลาต่อมา ทำให้ไฟแค้นของนิดาลุกโชกขึ้นอีก ขณะนั้นวิวัฒน์กลับเข้าบ้านพอดี นิดาต่อว่าวิวัฒน์และยิงวิวัฒน์ล้มลง เผอิญเสือจอมเข้ามาพอดี นิดาจึงรีบหนีไปก่อน

        นิดายิงวิวัฒน์แล้ว ก็จะไปหาเคนเพื่อมอบตัว แต่ไม่พบเคน ต่อมานิดาทราบจากเสือบานเย็นว่า วิวัฒน์ยังไม่ตาย ก็เกิดความแค้นขึ้นมาอีก จะตามฆ่าวิวัฒน์ แต่เสือบานเย็นขอให้นิดากลับไปหาแม่นิ่มที่บ้านก่อนแล้วค่อยคิดเรื่องแก้แค้น ระหว่างที่นั่งรถไฟกลับบ้านนั้น นิดาก็เห็นเคนถูกตำรวจจับกุมตัวคดีฆ่าเจ้ามือการพนันตาย จึงแอบช่วยเคนให้หนีไปได้

        เคนซมซานไปพบกับโฉม โฉมจึงพาเคนไปหาผู้ใหญ่เฉี่ยวเพื่อเป็นลูกน้อง แต่เสือจอมไม่ยอม จึงต้องดวลกัน สุดท้ายเคนก็ได้เป็นสมุนคู่ใจของผู้ใหญ่เฉี่ยว ต่อมาเสือบานเย็นพานิดาไปตามหาเสือจอมที่บ้านผู้ใหญ่เฉี่ยว ก็เกิดการต่อสู้กัน นิดาถูกจับตัวไว้ เคนจึงแสร้งอาสาจะเป็นผู้ฆ่านิดาเองโดยส่งปืนไม่มีหัวกระสุนให้สมุนยิงนิดาแทน เมื่อผู้ใหญ่เฉี่ยวทราบเรื่องก็โกรธและกำลังจะลงมือฆ่าเคนทิ้งฐานทรยศ แต่ตำรวจก็บุกทลายโรงงานปืนเถื่อนเสียก่อน ผู้ใหญ่เฉี่ยวถูกยิงตาย ส่วนนิดาก็ได้ล้างแค้นวิวัฒน์ ยิงวิวัฒน์ทีละนัดสมดั่งความแค้น ความพยาบาท หนังก็จบ..