By OTTO

หนังผู้แทนของไทย โดย มนัส กิ่งจันทร์

สมัยผมเป็นเด็กๆ ถ้าพูดถึงหนังผู้แทนก็จะหมายถึง หนังกลางแปลงที่ผู้สมัครเป็นผู้แทนราษฎรนำมาฉายให้ดูกันฟรีๆ เพื่อประกอบการโฆษณาหาเสียง ระหว่างการฉายนั้นก็จะมีการหยุดฉายหนังเพื่อให้ผู้สมัครเป็นผู้แทนได้ขึ้นมาปราศรัยแถลงนโยบายโฆษณาหาเสียง (คล้ายๆ หนังขายยา) บางครั้งก็มีการแจกข้าว แจกของให้ชาวบ้านที่มาฟังด้วย ซึ่งสมัยนั้นการหาเสียงเลือกตั้งโดยมีการฉายหนังกลางแปลง การแสดงมหรสพอื่นๆ ให้ชมหรือแม้แต่การแจกข้าว แจกของ ยังไม่เป็นของต้องห้ามเหมือนอย่างปัจจุบันนี้ หนังผู้แทนที่จะเขียนถึงในฉบับนี้จึงเป็นเรื่องราวในอดีต แต่บอกไว้ก่อนว่า หนังแนวนี้มีการสร้างอยู่เพียงไม่กี่เรื่องเท่านั้น เริ่มจาก


        โอ้มาดา  นำแสดงโดย สรพงศ์ ชาตรี-พิศมัย วิไลศักดิ์-ยอดชาย เมฆสุวรรณ-เนาวรัตน์ ยุกตะนันท์-นิรุตติ์ ศิริจรรยา สร้างโดย นครพิงค์ภาพยนตร์ กำกับโดย ชนะ คราประยูร ฉายครั้งแรกวันที่ 12 มีนาคม 2520 ที่โรงหนังแกรนด์และพาราเมาท์



หนังเรื่องนี้ หากดูเพียงชื่อหนัง ก็ไม่เห็นว่าจะมีอะไรเกี่ยวผู้แทนหรือการเมืองเลย แต่พอหนังผ่านไปได้สักครึ่งชั่วโมงก็จะมีฉากเกี่ยวกับการเลือกตั้งผู้แทนด้วย เป็นเรื่องราวของมาดา (พิศมัย) หญิงผู้เกิดในตระกูลสูงศักดิ์ เธอมีความใฝ่ฝัน ทะเยอทะยานที่จะไขว้คว้าเอาตำแหน่งคุณหญิงมาครอบครองให้ได้ เธอพยายามออกงานสังคมแทบทุกอย่าง แต่ก็ยังไม่สมหวัง ครั้นเมื่อใกล้จะเลือกตั้งผู้แทน เธอจึงบังคับให้สามี (ยอดชาย) ซึ่งตอนนั้นเป็นอธิบดี ลาออกจากงานไปสมัครผู้แทนที่บ้านเกิดเพราะเธอคิดว่า หากสามีเธอได้เป็นผู้แทนแล้วและได้เป็นรัฐมนตรีแล้ว เธอก็จะได้ครองตำแหน่งคุณหญิงสมใจ เธอใช้วิธีทุ่มเงินซื้อเสียงเพื่อให้สามีได้เป็นผู้แทน แต่เธอก็ต้องผิดหวังเพราะสามีเธอสอบตก ไม่ได้เป็นผู้แทน สุดท้ายครอบครัวของเธอก็ต้องแตกแยกกันด้วย หนังจะถ่ายให้เป็นวิธีการหาเสียง เห็นป้ายโฆษณาหาเสียง เห็นการเดินแจกข้าวแจกของเหมือนอย่างอดีตด้วย




        โอ้มาดา สร้างเป็นหนังชีวิต ประเด็นเรื่อง การเลือกผู้แทนจึงเป็นเพียงเรื่องรอง แต่อย่างน้อยๆ หนังก็จี้ได้ถูกจุดว่า การเลือกผู้แทนเป็นสิ่งแรกที่จะทำให้ได้มาซึ่งอำนาจทางการเมืองอันจะนำไปสู่ประโยชน์ตอบแทนในภายหลังตรงกับที่มาดาเธอต้องการ เราจึงเห็นเธอทำทุกอย่าง เพื่อให้ได้มาซึ่งคะแนนเสียงจากชาวบ้านจนๆ แม้ในใจจริงแล้ว เธอออกจะดูถูกดูแคลนและรังเกียจชาวบ้านคนจนๆ เหล่านั้นด้วยซ้ำไป

แต่ถ้าเป็นหนังที่ผู้สร้างตั้งใจจะสร้างขึ้นเพื่อเสียดสีการเลือกตั้งผู้แทนไทยสมัยก่อน ก็ต้องเรื่อง ผู้แทนมาแล้ว




        ผู้แทนมาแล้ว นำแสดงโดย สมบัติ เมทะนี-ลลนา สุลาวัลย์-จักร มหาชัย-แสงระวี บุญแสง-ศรีไพร ใจพระ สร้างโดย สันติสุชาภาพยนตร์ กำกับโดย ศรีไพร ใจพระ ฉายครั้งแรกวันที่ 8 กรกฎาคม 2521 ที่โรงหนังเพชรรามาและเพชรเอ็มไพร์

เดิมทีหนังเรื่องนี้ต้องการจะสร้างขึ้นเพื่อเสียดสีการเลือกผู้แทนของไทยในยุคที่ผู้สมัครเป็นผู้แทนสามารถแจกข้าว แจกของหรือจัดให้มีการแสดงมหรสพต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นหนัง ลิเก ดนตรี หมอลำประกอบการหาเสียงของตนได้โดยไม่ผิดต่อกฎหมาย ฉากที่หนังต้องการขายก็คือ ฉากที่ผู้แทนบ้านนอกขี่ควายไปรัฐสภาอย่างที่เห็นในใบปิดหนัง แต่พอถึงเวลาสร้างฉายกันจริงๆ หนังก็เปลี่ยนแนวเปลี่ยนบทต่างๆ ให้ออกมาเป็นหนังตลกแทน หากมองลึกๆ ลงไปในเนื้อหาแล้ว เชื่อว่า ผู้สมัครผู้แทนบางคนก็อาจจะขำไม่ออกเพราะบทบาทที่ตัวละครแสดงออกมานั้น แม้จะถูกปรุงแต่งให้ดูเหมือนเป็นเรื่องตลก แต่ก็ยังคงยืนอยู่บนพื้นฐานของเรื่องจริงๆ ที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วในการหาเสียงเลือกตั้งในยุคนั้นจริงๆ เช่น การแย่งการสมัครเป็นวันแรกๆ เพื่อจะเอาหมายเลข 1 หรือการวางแผนทำลายคะแนนเสียงฝ่ายตรงข้ามโดยส่งคนเข้าไปเคาะประตูบ้านตอนดึกๆ แล้วก็ตะโกนบอกให้เลือกเบอร์ของพรรคคู่แข่งหรือส่งคนไปเก็บเงินค่ารักษาพยาบาลที่หมอคู่แข่งเคยบอกกับชาวบ้านไว้ว่า จะรักษาให้ฟรีๆ จนชาวบ้านเข้าใจผิดและไม่เลือกหมอคนนั้นเป็นผู้แทน หรือการแอบอ้างว่า ตนเป็นคนของผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมืองที่ส่งมาสมัครเพื่อให้คนอื่นเกรงใจ เป็นต้น



ในขณะที่ผู้กำกับท่านอื่นยังกล้าๆ กลัวๆ ที่จะเล่นกับหนังการเมือง การเลือกตั้ง แต่สุรสีห์ ผาธรรม ผู้กำกับคลื่นลูกใหม่ในยุคนั้นกลับกล้าที่จะออกมานำเสนอเรื่องราวของการเลือกผู้แทนแบบจริงๆจังๆ มากกว่า แม้ตอนต้นเรื่อง หนังจะบอกว่า เป็นเพียงเรื่องสมมุติก็ตาม

ผู้แทนนอกสภา นำแสดงโดย สรพงศ์ ชาตรี-ศิริพร เอี่ยมสุนทร-ดู๋ ดอกกระโดน-ดี๋ ดอกมะดัน สร้างโดยสหมงคลฟิล์ม ฉายครั้งแรกวันที่ 9 เมษายน 2526 ที่โรงหนังเพรสซิเดนส์ สเตลลา ฯลฯ

จุดขายของหนังอย่างหนึ่งก็คือ การเข้าไปถ่ายทำในบ้านซอยสวนพลูของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช และเชิญเข้าร่วมฉากกับ นายบุญชู โรจนเสถียร พร้อมกับสมาชิกพรรคกิจสังคมจริงๆ ในสมัยนั้น โดยเป็นฉากเปิดตัวพระเอกของเรื่องคือ สรพงศ์ ชาตรี ที่จะลงสมัครผู้แทนในนามพรรคเราทำได้



หนังจะสมมุติเพียงชื่อคน ชื่อสถานที่ โดยเริ่มเรื่องในจังหวัดสนธยาธานี ซึ่งอยู่ติดชายแดนทางภาคอีสาน จังหวัดนี้มีผู้แทนราษฎรได้เพียงคนเดียว ซึ่งทุกครั้งก็จะถูกผูกขาดโดยรัฐมนตรีช่วยอำนาจ ผู้แทนเก่า แต่ครั้งนี้กลับมีผู้สมัครหน้าใหม่หลายคนมาลงเลือกตั้ง หนึ่งในนั้นก็มีทนายบุญไชย (สรพงษ์) รวมอยู่ด้วย ผู้สมัครบางคนก็เอาแต่ด่าคู่แข่งลูกเดียว บางคนก็โยนระเบิดใส่บ้านตัวเองเพื่อเรียกคะแนนสงสาร บางคนก็แจกข้าวแจกของให้แก่ชาวบ้านเป็นการมัดจำไว้ก่อน เช่น แจกรองเท้าแตะฟองน้ำให้ข้างเดียวก่อน ถ้าได้เป็นผู้แทนก็จะมาแจกเพิ่มอีกข้างหนึ่ง แต่สำหรับทนายบุญไชยแล้ว เขาใช้วิธีเดินเข้าถึงประชาชน พูดถึงนโยบายของพรรคที่จะแก้ไขปัญหาความยากจนอย่างยั่งยืน จึงมีพันธมิตรช่วยหาเสียงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ มีอยู่ครั้งหนึ่งที่ต้องปราศรัยแข่งกับการฉายหนังกลางแปลง แต่ทนายบุญไชยก็พูดจนชาวบ้านทิ้งจอหนังกลางแปลงมาฟังผู้แทนปราศรัยหาเสียง ซึ่งสร้างความไม่พอใจให้กับรัฐมนตรีช่วยอำนาจเป็นอย่างมาก จึงสั่งเก็บทนายบุญไชยทันที แต่ทนายบุญไชยก็รอดมาได้เพราะมีชาวบ้านคอยช่วยเหลือ แต่แล้วในคืนก่อนวันเลือกตั้ง ทนายบุญไชยก็ถูกลอบยิงเสียชีวิตจนได้ ทำเอาคนดูซึมไปทั้งโรง แต่ชาวบ้านที่รู้ว่า ทนายบุญไชยตายแล้ว ก็ยังเลือกทนายบุญไชยอีก โดยบอกว่า ก็คนเป็นๆ มันไม่น่าเลือกนี่หวา ก็เลยต้องเลือกคนตาย บุญไชยจึงชนะการเลือกตั้งอย่างท่วมท้น แม้เขาจะได้เป็นแค่ผู้แทนนอกสภาก็ตาม

ยังมีหนังอีกเรื่องหนึ่งซึ่ง ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช เป็นคนตั้งชื่อให้และมีฉากเกี่ยวกับการเลือกตั้งด้วย แต่เนื้อหาโดยรวมเน้นไปในเรื่องความสัมพันธ์ในครอบครัวมากกว่าคือเรื่อง สงครามปาก นำแสดงโดย สรพงศ์ ชาตรี-ปิยะมาศ โมนยะกุล-ปาหนัน ณ พัทลุง-พรพรรณ เกษมมัสสุ-นิรุตติ์ ศิริจรรยา สร้างโดย ไฟว์สตาร์โปรดักชั่น กำกับโดย เพิ่มพล เชยอรุณ ฉายครั้งแรกเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2526 ที่โรงหนังเอเธนส์และอีกหลายโรงเครือไฟว์สตาร์



        สงครามปาก จะกล่าวถึงนักการเมืองหนุ่ม (สรพงศ์) ซึ่งแอบไปมีความสัมพันธ์ชู้สาวกับหญิงอื่น จนถูกภรรยาฟ้องหย่า หนังเปิดตัวให้สรพงศ์เป็นเลขานายกฯ จากนั้นก็ไปสมัครเป็นผู้แทนที่บ้านเกิด ซึ่งต้องแข่งขันกับกำนันในท้องถิ่น สรพงศ์ใช้วิธีหาเสียงแบบเข้าถึงประชาชน จึงได้เป็นผู้แทน แต่ในคืนเลี้ยงฉลองผู้แทนคนใหม่ กำนันคู่แข่งก็เข้ามาแสดงความยินดีและพูดว่า สรพงศ์ได้เป็นผู้แทนเพราะปิยะมาศ ภรรยามาซื้อเสียงจากชาวบ้าน ทำให้สรพงศ์ต้องมีปากเสียงกับภรรยากลายเป็นสงครามน้ำลายในเวลาต่อมา

        แม้หนังผู้แทนของไทยเราจะมีอยู่น้อย แต่ถ้ายึดเอาเรื่องความมุ่งมั่นในการสร้าง วิธีการนำเสนอตลอดจนบทหนังที่วางเรื่องได้ใกล้เคียงกับเหตุการณ์ต่างๆ ที่เคยเกิดขึ้นกับการเลือกตั้งผู้แทนของไทยในยุคก่อนๆ แล้ว ก็ต้องบอกว่า ผู้แทนนอกสภา ทำได้ดีที่สุดครับ