By OTTO


กำแพงแสน ขอบฟ้าเขาเขียว โดย มนัส กิ่งจันทร์

พูดถึงหนังไทยเก่าๆ ก็ไม่พ้นที่จะต้องพูดอดีตของตัวเองเมื่อสมัยตอนเป็นเด็กๆ สมัยนั้น เวลาว่างๆ ผมก็มักจะเดินไปดูใบปิดโปสเตอร์หนังที่เขาปิดไว้ในสำนักงานบริการรับฉายหนังกลางแปลงต่างๆ ในตัวเมืองสุรินทร์ แต่ละแห่งก็จะมีใบปิดหนังที่ไม่เหมือนกัน ใบปิดเหล่านี้จะปิดโชว์ไว้ที่ผนังห้องเพื่อให้เจ้าภาพที่จะมาว่าจ้างหนังกลางแปลงไปฉายได้เลือกว่า จะเอาหนังเรื่องอะไรไปฉายบ้าง ราคาหนังแต่ละเรื่อง ก็จะไม่เท่ากัน แล้วแต่หน้าหนังเรื่องนั้นๆ ว่า เด่นหรือดังแค่ไหน



ว่าไปแล้ว สมัยเป็นเด็กๆ ผมเห็นใบปิดหนังเยอะมากๆ แต่ก็ใช่ว่า จะมีโอกาสได้ดูหนังเหล่านั้นทั้งหมดเพราะฟิล์มหนังจะถูกส่งต่อไปฉายยังจังหวัดอื่นๆ หมุนเวียนต่อไปเรื่อยๆ เรื่องไหนที่เห็นใบปิดแล้วนึกอยากจะดู ผมก็มักจะจำชื่อหนังได้ อย่างสองเรื่องที่จะพูดถึงในฉบับนี้ ก็เป็นหนังที่ผมเคยเห็นใบปิดมาตั้งแต่เด็กๆ ตอนนั้นอยากจะดูมากๆ แต่ก็ไม่มีโอกาสได้ดูเลย นั่นคือเรื่อง กำแพงแสน กับ ขอบฟ้าเขาเขียว


ตอนที่เห็นชื่อหนัง กำแพงแสน ใหม่ๆ ก็ยังสงสัยว่า จะเป็นชื่อของอะไรเพราะสุรินทร์บ้านผม มีแต่ กำแพงเมือง   กระทั่งต่อมาได้อ่านพบว่า กำแพงแสน เป็นชื่ออำเภอหนึ่งในจังหวัดนครปฐม แต่ตอนนั้นก็ยังไม่แน่ใจหรอกว่า หนังเรื่องนี้จะไปเกี่ยวข้องอะไรกับอำเภอกำแพงแสนหรือไม่ พอโอกาสได้เห็นใบปิดหนังเรื่องนี้อีกก็คิดถึง คิดถึงว่า ตอนเด็กๆ เราแค่เห็นใบปิดหนัง เราไม่เคยได้ดูหนังเลย แม้ปัจจุบันนี้ พวกเราจะออกตามหาฟิล์มหนังไทยเก่าๆ แต่ก็ยังหาเรื่องนี้ไม่พบเลย คง พบแต่เรื่องย่อๆ ที่เคยพิมพ์ลงในหนังสือดารา เมื่ออ่านดูจึงรู้ว่า หนังตั้งชื่อและพล็อตเรื่องให้เกี่ยวกับอำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐมจริงๆ  



กำแพงแสน เป็นหนัง 16 มม.พากย์สดๆ นำแสดงโดย สมบัติ-ภาวนา-เมตตา-ประจวบ-สุรสิทธิ์-ศศิธร-สุชาดา-พร-เมืองเริง-สุวิน-วีระพล-ล้อต๊อก-สมพงษ์-ชูศรี-ดาวน้อย-พร บูรพา-โขน-ปราณีต-พิภพ-พรชัย-กุญชร สร้างโดยพิจิตรภาพยนตร์ โดยเฉลียว เทียนทอง เป็นผู้อำนวยการสร้าง พิชิต มีชัย กำกับการแสดง ฉายครั้งแรกวันที่ 7 สิงหาคม 2513 ที่โรงหนังเมืองทอง เป็นหนังแนวครบรสและมีเพลงเอก 7 เพลง ขณะนี้ทราบชื่อเพลงเพียง 2 เพลงคือ เพลง กำแพงแสน ขับร้องโดย สมบัติ เมทะนี คู่กับ ภาวนา ชนะจิต และเพลง ฤทธิ์รัก รุ่งระวี หนองแค ร้องคู่กับ ภาวนา ชนะจิต


          กำแพงแสน เป็นเรื่องราวของเศรษฐีคณบดีเมืองกำแพงแสน นครปฐม อยู่ 2 คน ซึ่งไม่ค่อยจะกินเส้นเท่าไหร่ ฝ่ายแรกชื่อ สาย มีลูกอยู่ 2 คน ชื่อ แสน (สมบัติ เมทะนี) กับ โกสุม (เมตตา รุ่งรัตน์) ส่วนอีกฝ่ายหนึ่งชื่อ พลอย มีลูก 2 คน ชื่อ เพลิน (ประจวบ ฤกษ์ยามดี) กับ พราว (ภาวนา ชนะจิต)  แสนนั้นเรียนจบเกษตรมาจากแม่โจ้ เชียงใหม่ ส่วนพราวก็เรียนจบครูมาจากกรุงเทพฯ ทั้งสองคนกลับถึงกำแพงแสนในวันเดียวกันท่ามกลางขบวนแตรวงและกลองยาวเถิดเทิงที่พ่อของแต่ละฝ่ายยกขบวนมาต้อนรับการกลับบ้านอย่างไม่น้อยหน้ากัน


          ที่กำแพงแสนนี้ มีปลัดอำเภอชื่อ ชาติ แต่ก็ชอบประพฤติตัวไปในทางนักเลง ปลัดชาติเลี้ยงลูกน้องร้ายๆ ไว้หลายคน เมื่อปลัดชาติเห็นพราวก็สนใจ อยากจะได้มาเชยชมทันที ผิดกับแสนที่เห็นพราวแล้วออกจะหมั่นไส้ ต่อมาในคืนที่มีงานเลี้ยงต้อนรับการกลับมาเป็นครูของพราว แสนกับเพื่อนก็แอบเข้าไปเที่ยวงานนี้ด้วย แต่ถูกลูกน้องปลัดชาติจับตัวได้และทำร้ายบาดเจ็บ

          แสน รู้ว่าพ่อของตนไม่ถูกชะตากับพ่อของพราว เมื่อแสนได้พบพราว ก็เลยกระเซ้าเย้าแหย่ จนทำให้พราวโกรธ ส่วนเพลินพี่ชายของพราวก็แอบคบหากับโกสุมน้องสาวของแสน แต่ทั้งคู่ก็ไม่บอกให้พ่อรู้ ฝ่ายปลัดชาติก็ตามตื้อจีบพราว แต่พราวก็ไม่เล่นด้วย ทำให้ปลัดชาติโกรธและอาฆาตไว้ว่าจะต้องเอาตัวพราวมาเป็นเมียให้ได้

          วันหนึ่ง พ่อของพราวขี่ม้าไปเก็บเงินค่าเช่านา ระหว่างทางม้าเกิดพยศ ทำให้เกือบจะตกม้า แต่แสนก็เข้าช่วยไว้ได้ทัน ทำให้พ่อของพราวเริ่มรู้สึกดีๆ ในตัวแสนขึ้นมาบ้าง ต่อมาพ่อของแสนกลับจากธุระในเมือง พอจะลงจากรถ ก็เกิดหน้ามืด จะเป็นลม พราวซึ่งกลับจากตลาด เห็นเข้าพอดี ก็เข้าช่วยเหลือปฐมพยาบาลจนได้สติ แต่ยังไม่ทันที่จะได้ถามชื่อแซ่ พราวก็พละจากไป ตอนนั้นพ่อของแสนก็ยังไม่รู้ว่า พราวนั้นเป็นลูกศัตรู แต่ก็ชื่นชมในตัวพราวมากๆ

          หลังจากแสนกระเซ้าเย้าแหย่พราวแล้ว ก็เกิดนึกรักพราวขึ้นมา พยายามหาทางจีบพราว แต่เมื่อไปบ้านพราวก็เห็นปลัดชาติกำลังจะปลุกปล้ำพราว แสนจึงเข้าขัดขวางชกต่อยปลัดชาติและช่วยเหลือพราวได้สำเร็จ ทำให้ปลัดชาติโกรธแสนมากขึ้นอีก ส่วนพราวเองก็นึกรักในตัวแสนขึ้นมาแล้ว

          ปลัดชาติต้องการจะแก้แค้นแสนจึงพาพวกไประดมยิงปืนใส่กระท่อมที่แสนพักและเผากระท่อมทิ้ง แต่แสนก็หนีรอดมาได้อย่างหวุดหวิด ปลัดชาติจึงสั่งมือปืนมาจากราชบุรีมายิงแสนอีก แต่ไม่สำเร็จ ปลัดชาติจึงวางแผนใหม่ให้เสือไทรอ้างตัวเป็นแสนและยกพวกมาปล้นเมืองกำแพงแสน ทำให้แสนต้องหนีไปอยู่ที่อื่นชั่วคราว

          วันหนึ่งปลัดชาติวางแผนให้เสือไทรบุกปล้นบ้านพราวและฉุดพราว แต่แสนกับพราวรู้เรื่องนี้ก่อนจึงวางแผนสู้ ทำให้เสือไทรถูกยิงตาย ก่อนตายเสือไทรได้บอกความจริงว่า ผู้บงการคือปลัดชาติ เมื่อความแตกปลัดชาติจึงจะลงมือปล้นกำแพงแสนเอง แต่ก็ถูกแสนกับชาวบ้านช่วยกันป้องกันไว้ได้ เมื่อเหตุการณ์สงบลง ผู้หลักผู้ใหญ่ 2 ฝ่ายก็เข้าใจกันและยอมให้แสนกับพราวแต่งงานกัน

ส่วนเรื่อง ขอบฟ้าเขาเขียว นั้น เป็นหนัง 35 มม.พากย์เสียงในฟิล์ม บทประพันธ์ของ อรวรรณ นำแสดงโดย สมบัติ-อรัญญา-ช้องมาศ ภุมรา-สุริยา-ประจวบ-พนม-โขมพัสตร์-ดรุณี-ปริม-ดามพ์-คมน์-ลักษณ์-โดม-อดินันท์-สุคนธ์-สุลาลีวัลย์-มนัส-เชาว์-ชาย-อรพรรณ-ด.ช.ปรีชา สร้างโดยอินทรวิจิตรภาพยนตร์ โดยศรินทิพย์ ศิริวรรณ เป็นผู้อำนวยการสร้าง ชาลี อินทรวิจิตร กำกับการแสดง ฉายครั้งแรกวันที่ 9 มีนาคม 2516 ที่โรงหนังเพชรรามา



          ขอบฟ้าเขาเขียว ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่เห็นแค่ใบปิดหนังก็อยากจะดูมากๆ แต่ยังตามฟิล์มไม่พบ เมื่ออ่านจากเรื่องย่อที่เคยพิมพ์ในหนังสือดาราแล้วก็ยังไม่ทราบว่า เขาเขียว ที่ว่านี้จะอยู่ที่ไหน



 ขอบฟ้าเขาเขียว เป็นเรื่องราวของพระเอก (สมบัติ เมทะนี) ที่รักความสันโดษ เมื่อภริยาเสียชีวิต ก็ไม่ยอมที่จะมีภริยาใหม่ แต่ตัดสินใจหอบหิ้วลูกชาย (เด็กชายปรีชา เกิดกำแพง) ไปทำไร่อยู่ห่างไกลผู้คนโดยตั้งชื่อไร่นี้ว่า ขอบฟ้าเขาเขียว  แล้วต่อมาก็ได้พบกับนางเอก (อรัญญา นามวงศ์) ซึ่งมาสร้างโรงเรียนสอนเด็กๆ


ในป่าแถวนั้น อรัญญาเป็นที่

หมายปองของผู้มีอิทธิพลในท้องถิ่น แต่เมื่อไม่ได้สมหวัง ผู้มีอิทธิพลก็เลยแกล้งเผาโรงเรียนทิ้ง สมบัติซึ่งเคยแต่เมียงๆ มองๆ อรัญญาก็มีโอกาสได้ช่วยเหลืออรัญญาจากผู้มีอิทธิพล ก็สร้างความประทับใจให้กับอรัญญาไม่น้อย ต่อมาทั้งสองคนรักกัน แต่ความรักก็ไม่ลงเอยง่ายๆ เพราะถูกกีดกันจากเด็กชายปรีชาที่ไม่ต้องการให้พ่อมีภริยาใหม่ ไม่อยากเรียกครูคนนี้ว่า แม่.. แม้สมบัติ-อรัญญา จะพยายามอย่างไรก็ไม่สำเร็จ กระทั่งต่อมาเกิดเหตุร้ายขึ้นอีก อรัญญาได้ช่วยเด็กชายปรีชาให้พ้นจากอันตราย ทำให้เด็กชายปรีชาซึ้งในความดี ยอมเรียกอรัญญาว่าแม่ได้อย่างสนิทใจ หนังก็จบ