By OTTO

กว่าจะได้ฟิล์มหนังมิตร ชัยบัญชา มาสักเรื่อง โดย มนัส กิ่งจันทร์



                นับวันการตามหาฟิล์มหนังไทยเก่าๆ ก็ยากขึ้นเรื่อยๆ เหตุหนึ่งก็เพราะว่า เมื่อหนังแต่ละเรื่องตกรุ่นไปแล้วก็ไม่มีใครอยากจะฉาย เขามักจะทิ้งฟิล์มนั้นไป แต่สำหรับคนชอบหนังไทยเก่าๆ อย่างพวกเรานั้นกลับชอบที่จะฉาย ยิ่งเก่ามากๆ ก็ยิ่งชอบ แต่ปัญหาตอนนี้ก็คือ เราไม่รู้ว่าจะไปตามหาฟิล์มหนังเก่าๆ ได้จากที่ไหน เราขาดแหล่งข่าวที่จะเข้าถึงคนที่ยังเก็บฟิล์มหนังเก่าๆ ไว้ พอได้มาสักข่าว ก็ตื่นเต้น อยากจะไปหาทันที


อย่างข่าวครั้งนี้ คุณนุทราบจากพระไกรยศ เจ้าอาวาสวัดแก่งจุการ อำเภอศรีเมืองใหม่ อุบลราชธานี ที่ให้เบาะแสมาว่า แถวๆ เทศบาลอำเภอศรีเมืองใหม่ เคยมีคนฉายหนัง 16 มม.อยู่เจ้าหนึ่ง เขาบอกว่า เขามีฟิล์มหนัง 16 มม.อยู่เรื่องหนึ่ง เป็นหนังมิตร ชัยบัญชา เราก็รีบไป แต่ก่อนออกเดินทางก็คำนวณระยะทางก่อนว่า จากกรุงเทพฯไปศรีเมืองใหม่นั้นไกลถึง 664 กิโลเมตร ก็คิดเล่นๆ ว่า ถ้าไปถึงที่แล้ว เขาไม่ขายฟิล์มหรือไม่ยอมให้ยืมฟิล์มกลับกรุงเทพฯ เราจะทำอย่างไร เราก็เตรียมอุปกรณ์เครื่องฉายสำหรับทำสัญญาณภาพไปด้วยเผื่อจะขอฉายทำภาพที่บ้านเขานั้นเลย


                ค่ำๆ ของวันศุกร์ที่ 29 มิถุนายน 2561 คุณหนึ่งก็เป็นคนขับรถยนต์พาผมและคุณนุออกเดินทางจากกรุงเทพฯ จะขับรถยาวรวดเดียว ก็ไม่ไหว ก็คิดกันว่า ถ้า 6 ทุ่มแล้ว รถวิ่งได้ถึงไหน ก็จะหาที่พักข้างแถวนั้น 6 ทุ่มรถเราก็วิ่งถึงอำเภอหนองกี่ บุรีรัมย์ วัดระยะทางได้ประมาณ 300 กิโลเมตร เราก็หยุดพักค้างคืนที่โรงแรมศรีปราสาทซึ่งอยู่ข้างๆ ทาง


พอรุ่งเช้าวันที่ 30 มิถุนายน 2561 พวกเราเดินไปที่ห้องรับรองของโรงแรมศรีปราสาทเพื่อจะรับประทานอาหารว่างก็เห็นเครื่องฉายหนัง 35 มม.พร้อมเตาอ๊าคตั้งโชว์อยู่ สอบถามได้ความว่า ก่อนหน้านั้นที่ตั้งโรงแรมศรีปราสาทนี้เคยเป็นวิกฉายหนังกลางแปลงชื่อวิกเฉลิมกว้างและวิกเฉลิมสิน ต่อมาปี 2519 คุณประพันธ์ บุญชัยสุข เจ้าของโรงแรมศรีปราสาทก็สร้างโรงหนังถาวรขึ้นมาแทน เป็นอาคารไม้ 2 ชั้นตั้งชื่อว่า โรงหนังอาคเนย์ภาพยนตร์ มี 500 ที่นั่ง พอคุยกันไป คุณประพันธ์เห็นว่า พวกเรากำลังตามหาฟิล์มหนังเก่าๆ ก็เลยแนะนำให้เราไปหาข้อมูลเพิ่มเติมจากคุณเฉลิมซึ่งขายของอยู่แถวๆ สวนหนองตาหมู อำเภอนางรอง บุรีรัมย์ซึ่งเราก็ได้แหล่งข่าวมาเพิ่มอีก


หลังจากพูดคุยกับคุณเฉลิมแล้ว พวกเราก็รีบออกเดินทางจากอำเภอนางรองมุ่งหน้าไปวัดแก่งจุการ อำเภอศรีเมืองใหม่ อุบลราชธานี เหลือระยะอีกทางประมาณ 350 กิโลเมตร พอไปถึงก็เห็นพระไกรยศรอเราอยู่แล้ว พระไกรยศมอบฟิล์มหนังไทย 35 มม.ให้เรา 1 เรื่อง จากนั้นก็รีบพาพวกเราไปยังเบาะแสที่บอกว่ามีฟิล์ม 16 มม.


                พระไกรยศพาพวกเราไปยังย่านการค้าเทศบาลอำเภอศรีเมืองใหม่ห่างจากวัดแก่งจุการไปประมาณ 20 กิโลเมตร เป็นชุมชนเมือง ไปที่ร้านศาสตราวิทยุ ตำบลนาคำ พระไกรยศแนะนำให้รู้จักกับคุณศาสตราเจ้าของร้าน สอบถามได้ความว่า ประมาณปี 2513 คุณศาสตราเคยเป็นนักพากย์หนัง เคยฉายหนัง 16 มม.มาก่อน ตั้งชื่อบริการว่าศรีเมืองภาพยนตร์ เป็นบริการหนังเล็กๆ ฉายอยู่แถวๆ ศรีเมืองใหม่ ส่วนฟิล์มที่ฉายนั้นก็สั่งซื้อมาจากร้อยเอ็ด คุณศาสตราฉายหนัง 16 มม.ถึงราวๆ ปี 2518 ก็เลิกฉายเพราะหมดยุคหนัง 16 มม.และเปลี่ยนไปฉายหนัง 35 มม.แทน น่าแปลกตรงที่ว่า พอเลิกฉายหนัง 16 มม.แล้ว คุณศาสตราก็ยังเก็บเครื่องฉายและฟิล์ม 16 มม.ไว้


พอเราถามถึงตอนเลิกฉายหนัง 16 มม. ว่ายังเก็บฟิล์มไว้กี่เรื่อง คุณศาสตราก็บอกว่า ก็เก็บไว้หมด เป็นสิบๆ เรื่อง พอถามว่า จำได้ไหมว่ามีหนังเรื่องอะไรบ้าง คุณศาสตราก็บอกว่า จำไม่ค่อยได้แล้ว แต่ก็จะเป็นหนังตามแผ่นโชว์การ์ดที่เหลือๆ อยู่นี้แหละ ว่าแล้วก็หยิบแผ่นโชว์การ์ดเก่าๆ มาให้พวกเราดู เช่นเรื่อง ขุนทาส (มิตร-เพชรา) จุฬาตรีคูณ (มิตร-สมบัติ-เพชรา) วิญญาณดอกประดู่ (มิตร-เพชรา) วิมานไฟ (มิตร-เพชรา) บัวน้อย (ไชยา-ภาวนา) เจ้าแม่สาริกา (มิตร-อรัญญา) ทะโมนไพร (ครรชิต-เพชรา) นางสิบสอง (นรา-เยาวเรศ) ระหว่างที่พวกเรากำลังดูภาพจากแผ่นโชว์การ์ดนั้น คุณศาสตราก็บอกว่าอีกว่า ความจริงมีฟิล์มหนังและแผ่นโชว์การ์ดมากกว่านี้ แต่เปียกน้ำหมด พวกเราได้ฟัง ก็อึ้ง..เพราะเห็นชื่อหนังแต่ละชื่อแล้ว มีแต่หนังที่น่าดูทั้งนั้น

คุณศาสตราเล่าให้ฟังต่ออีกว่า พอเลิกฉายหนัง 16 มม.แล้ว ก็เอากระเป๋าฟิล์มและอุปกรณ์การฉายมาเก็บไว้ในห้องหลังบ้าน ตอนนั้นยังเป็นบ้านไม้ธรรมดา ต่อมาเมื่อมีการปรับปรุงถนนหน้าบ้านให้สูงขึ้น


เมื่อเกิดฝนตก ก็ทำให้น้ำฝนไหลเข้ามาในบ้านซึ่งต่ำกว่าถนน น้ำก็ไหลเข้าไปในกระเป๋าฟิล์มที่วางไว้ชั้นล่าง ทำให้ฟิล์มเปียกน้ำ กว่าจะรู้ตัว ฟิล์มก็เสียหายไปค่อนม้วนแล้ว ก็เลยทิ้งฟิล์มเหล่านั้นไป คงเหลือฟิล์มกระเป๋าเดียวที่ไม่โดนน้ำ คุณศาสตราบอกว่าน่าจะเป็นหนังมิตรเรื่อง แม่ค้า เพราะในกระเป๋ามีแผ่นโชว์การ์ด 1 แผ่น เขียนชื่อเรื่องว่า แม่ค้า พอผมเห็นโชว์การ์ดแผ่นนั้น ก็ชักไม่แน่ใจว่า จะเป็นฟิล์มหนังเรื่องแม่ค้าจริงหรือไม่เพราะภาพจากแผ่นโชว์การ์ดนั้นไม่ใช่เรื่องแม่ค้า จึงรีบหยิบฟิล์มออกมาส่องดูภาพทีละม้วนจนครบ 4 ม้วน จึงรู้ว่าเป็นเรื่อง แม้ค้าจริงๆ แต่ฟิล์มก็สีค่อนข้างซีดจางๆ บางแห่งก็มีเชื้อราและเริ่มมีกลิ่นเหม็นเปรี้ยวบ้างเล็กน้อย สภาพฟิล์มบอบช้ำมากๆ   


เมื่อทราบว่าเป็นหนังมิตร ชัยบัญชา พวกเราก็เปิดการเจรจา แต่ท่าทีของคุณศาสตราก็ดูจะหวงฟิล์มหนังเรื่องนี้มากๆ บอกไม่ยอมให้ยืม ไม่ให้เช่า แต่ถ้าอยากจะได้ ก็จะต้องเหมาไปให้หมดเลยทั้งเครื่องฉายหนัง 16 มม. เครื่องฉายหนัง 8 มม.และแผ่นโชว์การ์ดที่เหลืออยู่ รวม 4 อย่างแล้วก็ราคาสูงเอาการ พวกเราสู้ราคาไม่ไหว ครั้นพอจะขอซื้อแต่ฟิล์ม คุณศาสตราก็ไม่ยอมขายอีก ก็คุยกันไป คุยกันมา คุณศาสตราก็ลดราคาให้อีกครึ่งหนึ่งแต่ราคาก็ยังสูงอยู่ดี

พวกเราพยายามพูดถึงวัตถุประสงค์ในการตามล่าหาซื้อฟิล์มว่า เราไม่ได้นำไปแสวงหากำไร เราเอาไปฉายในเชิงอนุรักษ์ ให้คนดูฟรีๆ ก็ยกแม่น้ำทั้งห้ามาอธิบาย แต่เพราะคุณศาสตราเป็นคนสันโดษ ไม่เล่น facebook จนปัญญาที่พวกเราจะต่อรองราคาฟิล์มให้ต่ำลงมาได้อีก พวกเราจึงขอเวลาไปรวบรวมสตางค์กันก่อน พอขอตัวกลับกรุงเทพฯ กำลังจะเดินพ้นจากหน้าร้านแล้ว คุณศาสตราก็บอกว่า ผมลดให้

เหลือ.....บาท ถ้าวันนี้ ไม่เอา ก็ไม่ต้องมาแล้วนะ ผมไม่ขายแล้ว ผมจะเก็บไว้ พวกเราก็ปรึกษากันว่า จะเอายังไงดี มันก็ยังแพงอยู่นะ.. แต่ถ้าเรากลับไปก่อน เกิดวันหน้ามาใหม่ ก็จะเปลืองค่ารถค่าน้ำมันอีก.. แล้วถ้าเกิดเขาไม่ขายจริงๆ หรือเกิดบ้าๆ เอาฟิล์มไปทิ้งอีก เราก็เสียหนังมิตรเรื่องนี้ไปนะ ก็เลยยอมตามราคาที่คุณศาสตราเสนอมา นั่นแหละ พวกเราจึงได้ฟิล์มหนังมิตร ชัยบัญชา เรื่อง แม่ค้า กลับมากรุงเทพฯ