By OTTO


ไอ้ควายเหล็ก โดย มนัส กิ่งจันทร์

สำหรับผมแล้ว ถ้าพูดถึง "หนังเก่า" ก็มักจะต้องมีเรื่อง "ความหลังเก่าๆ" ของตัวเองเข้ามาแจมอยู่ด้วยเสมอ อย่างเรื่องไอ้ควายเหล็ก ที่จะพูดถึงวันนี้

ไอ้ควายเหล็ก เป็นหนังที่ออกฉายในปี 2520 ช่วงนั้น ผมยังเป็นเด็กนักเรียนมัธยม จำได้ว่า ผมได้ดูหนังเรื่องนี้เป็นตัวอย่างก่อน ภาพที่เห็นและจดจำได้ก็คือ เห็นสมบัติ เมทะนี ลากเอาปืนใหญ่อย่างที่เขาตั้งไว้ที่หน้ากระทรวงกลาโหมนั่นแหละครับ มาล้างแค้นผู้ร้ายในเรื่อง แถมในหนังตัวอย่างเขายังบรรยายเรื่องราวของหนังให้เห็นอีกว่า "เมียถูกแย่ง ลูกชายถูกฆ่า ลูกสาวถูกข่มขืน แค้นครั้งนี้ใหญ่หลวงนัก ไอ้ควายบ้านนอก จึงจำต้องลากปืนใหญ่มากำจัดแค้นให้สิ้นซาก"

การโฆษณาแบบนี้ ในสมัยนั้นเรียกว่า เป็นเรื่องธรรมดาที่หนังตัวอย่างเขาจะเปิดเผยเรื่องราวต่างๆ ค่อนข้างเยอะมากๆ ลักษณะเหมือนกับว่า เป็นการย่อหนังเรื่องจากเวลา 2 ชั่วโมง ให้เหลือประมาณ 3 นาที หนังตัวอย่างสมัยนั้นจะต้องบอกเล่าเนื้อหาของเรื่องจนจะเกือบหมด หากหนังตัวอย่างเรื่องไหนทำให้คนดูงงๆ ก็อาจจะไม่มีคนอยากดูเพราะคิดว่า แค่ดูหนังตัวอย่างก็ยังไม่รู้เรื่อง แล้วจะดูหนังเต็มๆ เรื่องได้หรือ คนสมัยนั้น เขาไม่ถือสาอะไรกับเรื่องราวแบบนี้ บางครั้งแม้เขาจะรู้เรื่องย่อหนังจนหมดแล้ว เขาก็ยังยินดีมาดูตีตั๋วดูหนังอีกเลย



ไอ้ควายเหล็กนี้ก็เช่นกัน เห็นแค่หนังตัวอย่าง ก็เดาได้หมดแล้ว แต่ผมก็ยังอยากจะดู แต่สมัยนั้นผมก็ไม่ปัญญาจะไปตีตั๋วดูหนังในโรงหรอกครับ ก็อาศัยดูจากหนังกลางแปลงแถวๆ บ้านผมที่มักจะการฉายให้ดูฟรีๆ แทบทุกคืน

ไอ้ควายเหล็ก ฉายในช่วงที่วีดีโอเทปยังไม่แพร่หลายในเมืองไทย พอเริ่มมีวีดีโอเทปให้เช่า ก็เลยทำให้ผมนึกอยากจะดูหนังเรื่องนี้จากม้วนวีดีโออีกบ้าง แต่หนังก็ยังไม่เคยออกเป็นวีดีโอเลย กระทั่งต่อมาผมได้รู้จักกับคุณโต๊ะพันธมิตร ซึ่งขณะนั้นทำหนังไทยเก่าๆ ออกจำหน่ายเป็นวีดีโอและวีซีดี ก็เกิดคุยกันถูกคอ จากนั้นก็พากันไปตามหาฟิล์มหนังไทยเก่าๆ มาทำเป็นวีดีโอ-วีซีดีในชื่อโครงการคิดถึงหนังไทย

คุณโต๊ะพันธมิตรก็พาผมตระเวนไปตามหาฟิล์มหนังไทยเก่าๆ หลายครั้งและมีครั้งหนึ่ง คุณอนุกูลก็ส่งข่าวมาบอกว่า ที่วัดหนองกลับ อำเภอหนองบัว จังหวัดนครสวรรค์ มีฟิล์มหนังไทยเก่าๆ เก็บไว้ในพิพิธภัณฑ์ของวัดและมีเรื่องไอ้ควายเหล็กอยู่ด้วย พวกเราจึงนัดหมายกันไปขอดูฟิล์มเมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2549 พอไปถึงบริเวณวัดก็พบคุณอนุกูลยืนรอพวกเราอยู่แล้ว หลังจากพูดคุยทักทายกัน คุณอนุกูลก็พาพวกเราไปยังพิพิธภัณฑ์ซึ่งสร้างเป็นอาคารขนาดใหญ่ 2 ชั้น ทั้งอาคารจะจัดแสดงข้าวของ เครื่องใช้ในอดีตไว้มากมาย จนเราดูไม่หมด มีการจัดเก็บและแยกเป็นหมวดหมู่ ทั้งปืนโบราณ แสตมป์เก่า นาฬิกาเก่า ตำราเก่า ฯลฯ ซึ่งล้วนแล้วแต่ได้รับบริจาคมาจากชาวบ้าน



แต่สิ่งที่พวกเราสนใจและตามหาก็คือ ฟิล์มหนังเรื่องไอ้ควายเหล็ก คุณอนุกูลพาพวกเราขึ้นไปบนชั้นสอง กระเป๋าฟิล์มหนังถูกจัดไว้อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย เรายกกระเป๋าฟิล์มไอ้ควายเหล็กออกมาดู ผมค่อยๆ แง้มฝากระเป๋าฟิล์มนิดหนึ่ง กลิ่นเปรี้ยวๆ คล้ายน้ำส้มสายชูโชยก็ฉุนกึกเข้าจมูกทันที เพียงเท่านี้ก็พอจะเดาได้แล้วว่า เกิดอะไรขึ้นกับฟิล์มหนังไอ้ควายเหล็ก

เร็วๆ เปิดฟิล์มดูซิ.. เสียงคุณโต๊ะพันธมิตร พูดเร่งให้ผมรีบเปิดฝากระเป๋าออกให้หมด แล้วภาพที่เห็นก็คือ ฟิล์มหนังที่อยู่ในรีลนั้นเกิดการจับตัวติดกันเป็นก้อนๆ บางแห่งก็มีร่องรอยของการโดนน้ำและมีเชื้อราเกาะเนื้อฟิล์มเป็นหย่อมๆ อาการอย่างเดียวกันทั้ง 6 ม้วน แถมบางม้วนเนื้อฟิล์มก็ยังเหลือเพียงครึ่งๆ ม้วนด้วย หมดหวังแล้วครับที่จะได้ช่วยหนังเรื่องนี้



ไอ้ควายเหล็ก นำแสดงโดย สมบัติ-สรพงศ์-ยอดชาย-นิรุตติ์-พิศมัย-เนาวรัตน์-ชุมพร-ลักษณ์-บู๊-พิภพ-สมศักดิ์-สมพงษ์-ท้วม สร้างโดย ช.พจน์ฟิล์มและฮอลีวู้ดฟิล์ม โดย รัชนีวรรณ กนิษฐเสน-สมชาย กิติพราภรณ์ เป็นผู้อำนวยการสร้าง พรพจน์ กนิษฐเสน กำกับการแสดง ฉายครั้งแรกวันที่ 9 กรกฎาคม 2520 ที่โรงหนังโคลีเซี่ยม โดยฉายรอบมิดไนท์ คืนวันที่ 24 มิถุนายน 2520 ที่โรงหนังปารีส-สยาม

ตัวละครหลักๆ ในไอ้ควายเหล็ก ก็มี สมบัติ เมทะนี รับบทเป็น "พรานถึก ไม่ทำใคร" มีเมียคือ พิศมัย วิไลศักดิ์ รับบทเป็น "ซ่อนกลิ่น" มีลูก 2 คน คนแรกคือ สรพงศ์ ชาตรี รับบทเป็น"แท่น" คนที่ 2 คือเนาวรัตน์ ยุกตะนันท์ รับบทเป็น"กระท้อน"

หนังเปิดเรื่องมา พิศมัย เมียรักของพรานถึก ก็หนีตาม ยอดชาย เมฆสุวรรณ ชายชู้เข้ากรุงเทพฯ ทิ้งให้พ่อลูกอยู่กัน 3 คน ต่อมาเมื่อสมบัติเข้าป่าล่าสัตว์หลายวัน ลูกๆ ก็เกิดทะเลาะกัน เนาวรัตน์ก็น้อยใจและคิดถึงพิศมัยผู้เป็นแม่ จึงหนีไปกรุงเทพฯ หวังจะตามหาแม่โดยจะมาให้ทันสมบัติผู้เป็นพ่อกลับจากป่าล่าสัตว์

เมื่อเนาวรัตน์มาถึงกรุงเทพฯ ก็ถูกหลอกไปข่มขืน ถูกซ้อมสะบักสะบอม ถูกส่งตัวไปขายซ่องโสเภณีและยังถูกยอดชาย ผัวใหม่ของแม่ซึ่งเป็นนายใหญ่ข่มขืนอีกจากนั้นก็ขังไว้ที่โรงแรมอาโก



สมบัติกลับมาจากป่าล่าสัตว์ก็ไม่เจอเนาวรัตน์ สรพงศ์จึงอาสาเข้ากรุงเทพฯไปหาเนาวรัตน์ตามจดหมายที่น้องเขียนมาบอก แต่พอไปถึงโรงแรมก็พบพิศมัยผู้เป็นแม่ แต่แม่ก็ไม่รู้ว่า ลูกสาวถูกหลอกมาขายซ่อง จึงซักถามยอดชายผัวใหม่ ก็เลยได้ความจริงว่า เนาวรัตน์ถูกขังอยู่ที่โรงแรมอาโก

ยอดชายจึงตัดปัญหาด้วยการพาสรพงศ์ไปหาน้องสาว พอไปถึงก็เห็นเนาวรัตน์ถูกซ้อมอย่างหนักและถูกฉีดยาเสพติด ทำให้สมองเลอะเลือน จำอะไรไม่ได้ ยอดชายจึงแนะนำว่าโรงแรมแห่งนี้มีแมงดาคุมอยู่หลายคน ถ้าจะพาหนีก็จะไปไม่รอด วันนั้นจึงพากันกลับไปก่อน แต่สรพงศ์มารู้ภายหลังว่า ยอดชายเองก็มีส่วนในเรื่องนี้จึงไม่ไว้วางใจ พอตกกลางคืน สรพงศ์ก็กลับไปที่โรงแรมเพื่อจะช่วยเนาวรัตน์ แต่เกิดการต่อสู้กับพวกแมงดา ยอดชายมาพบเข้าจึงยิงสรพงศ์ตาย

ฝ่ายสมบัติทนรอข่าวจากลูกๆ ไม่ไหวจึงเข้ากรุงเทพฯ ในชุดพรานป่าเชยๆ และได้ช่วยนิรุตติ์ซึ่งเล่นเป็นกะเทยให้พ้นจากพวกอันธพาล นิรุตติ์จึงพาสมบัติไปพักที่บ้าน ทำให้สมบัติได้เห็นสร้อยคอของเนาวรัตน์ที่นิรุตติ์เก็บได้ในวันที่เนาวรัตน์ถูกฉุด สมบัติจึงไปหาข่าวที่โรงแรมตามที่นิรุตติ์บอก ก็ไปเจอกับพิศมัยเมียเก่าจึงเกิด



ปากเสียงกัน พอดีสมุนของยอดชายเข้ามาเห็น ก็จับตัวสมบัติไว้เพื่อเค้นเอาความจริง แต่สมบัติก็ไม่บอกว่ามาทำอะไรที่โรงแรมนี้ ยอดชายจึงชักปืนจะยิงทิ้ง พิศมัยก็รีบออกตัวแทนว่า สมบัติเข้ามาเพื่อขโมยของ ยอดชายจึงให้ขังสมบัติขังไว้ก่อน

กะเทยนิรุตติ์เข้าไปช่วยสมบัติหนีออกไปได้ ทำให้ยอดชายโกรธและเขียนจดหมายไปหลอกว่า ถ้าอยากได้ลูกสาวคืน ก็ให้ไปหาที่เขาดิน เมื่อสมบัติไปก็ถูกรุมทำร้ายอีก กะเทยนิรุตติ์รู้เรื่องก็ตามไปช่วยสมบัติอีก แต่ตัวเองถูกแทงเกือบตาย ก่อนตายนิรุตติ์ได้บอกความจริงถึงเรื่องของสรพงศ์ที่เคยพบกันให้สมบัติฟัง

ขณะที่สมบัติเดินไปส่งศพนิรุตติ์ ก็ได้เห็นศพของสรพงศ์ที่ถูกเก็บไว้ในโรงพยาบาลนั้นด้วย ทำให้สมบัตินึกปะติดปะต่อเรื่องราวทั้งหมดได้ว่า ใครคือตัวการใหญ่ ความแค้นสุมอกดั่งไฟนรกเผาพลาญ แค้นนี้มันใหญ่ก็ต้องลากปืนใหญ่หน้ากระทรวงกลาโหมมาเป็นอาวุธ จึงจะสาสม.. ท้ายๆ เรื่อง สมบัติใช้วิธีพรานป่าล่าเนื้อ ออกล่าสมุนของยอดชายตายไปทีละคน แต่ละศพนั้นตายเยี่ยงสัตว์ป่าที่ถูกพรานมือฉมังล่า เมื่อฆ่าจนสมแค้น สมบัติก็ยอมมอบตัวกับตำรวจ โดยพิศมัยกลับใจไปรอคอยผัวรักที่บ้านป่าตามเดิม