By Breez


คืนชีพให้..บ้านสาวโสด โดย มนัส กิ่งจันทร์

เมื่อครั้งที่ผมริเริ่มทำโครงการภาพยนตร์คงเหลือนั้น ผมก็มักจะอธิบายบอกเสมอว่า หนังไทยคงเหลือก็คือ เรามีฟิล์มหนังเหลืออยู่แค่ไหน เราก็ฉายดูกันแค่นั้น ดีกว่าไม่มีฟิล์มเหลือให้ดูเลย นั่นเป็นความรู้สึกลึกๆ ที่ผมคิดขึ้นมา จากนั้นพวกเราก็เริ่มช่วยกันออกตามหากากฟิล์มหนังไทยเก่าๆ ถ้าเป็นหนัง 35 มม.จะมีเสียงพากย์อยู่ในฟิล์มแล้ว ก็ไม่ค่อยจะเป็นปัญหา ยังพอฉายกันดูรู้เรื่องบ้าง แต่ถ้าเป็นหนัง 16 มม. ก็จะไม่มีเสียงอะไรเลยเพราะเป็นหนังที่ต้องฉายและพากย์กันสดๆ เราก็ได้แต่นั่งดูหนังและเดากันว่า ตัวละครน่าจะพูดว่าอะไรบ้าง ถ้าโชคดีได้บทพากย์หนังมาด้วย ก็ยังพออ่านและเข้าใจเรื่องได้บ้าง แต่ก็ดูจะไม่สนุกเหมือนมีนักพากย์จริงๆ มาพากย์ให้เราฟัง นั่นเองจึงเป็นที่มาของการคิดคืนชีพให้หนังเหล่านั้นพูดได้

                  เหตุที่ผมใช้คำว่า หนังพูดได้นั้นก็เพราะพวกเราไม่ใช่นักพากย์อาชีพนะครับ เราแค่เพียงต้องการจะใส่เสียงพูดของตัวละครลงไปในหนังเพื่อให้เราดูหนังได้รู้เรื่องและง่ายขึ้นเท่านั้นเอง เมื่อคิดกันเสร็จสรรพแล้ว ก็มานั่งคิดกันต่ออีกว่า แล้วเราจะเลือกเอาหนังเรื่องอะไรมาใส่เสียงพูดเป็นเรื่องแรกดีล่ะเพราะหนัง16 มม.ที่ไม่มีเสียงพากย์นั้น พวกเราหามาได้เป็นสิบๆ เรื่อง ก็เผอิญว่า พวกเราจะจัดกิจกรรม 78 ปี ครรชิต ขวัญประชา ขึ้นในวันศุกร์ที่ 25 พฤษภาคม 2561 เราจึงเลือกหนังที่ครรชิต ขวัญประชา แสดงเป็นพระเอกมาใส่เสียงพูดเป็นเรื่องแรกและนำออกฉายในวันดังกล่าว

                  ฟิล์มหนังเรื่อง บ้านสาวโสด นั้น พวกเราได้มาเมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2542 โดยคุณปรีชา พรหมเสน เจ้าของบริการหนังกลางแปลงราชาภาพยนตร์ จังหวัดร้อยเอ็ด เป็นผู้ติดต่อประสานงานหาฟิล์มมาให้พวกเรา

                  บ้านสาวโสด เป็นหนังที่สร้างขึ้นในยุคที่ มิตร ชัยบัญชา เพชรา เชาวราษฎร์ กำลังเป็นดาราคู่ขวัญ คู่พระนางผูกขาดในวงการหนังไทย ช่วงนั้นอาจกล่าวได้ว่า ถ้าหนังไทยเรื่องไหนขึ้นชื่อมิตร-เพชรา เป็นดารานำแสดงแล้ว ก็จะลดความเสี่ยงของผู้สร้างหนังลงได้ระดับหนึ่ง เรียกว่า หนังไม่ขาดทุนนั่นแหละเพราะบางครั้งเพียงแค่ประกาศว่า จะสร้างหนังที่มิตร-เพชรา เป็นพระเอก-นางเอก ก็จะมีสายหนังขอซื้อก่อนล่วงหน้าเลย


ก่อนที่พงศ์ไทยภาพยนตร์โดยวิเชียร สงวนไทยและลัดดา ประทับสิงห์ จะสร้างเรื่อง บ้านสาวโสด นั้นก็เคยสร้างหนังมิตร-เพชรา เรื่อง สวรรค์เบี่ยง มาแล้ว เมื่อเห็นว่า คนดูชอบจึงประกาศสร้างบ้านสาวโสดต่อทันที ช่วงนั้นกระแสหนังมีเพลงกำลังได้รับความนิยม บ้านสาวโสดจึงมีการใส่เพลงเข้าไปถึง 6 เพลงซึ่งเพลงที่ได้รับความนิยมมากๆ ก็คือเพลง บ้านสาวโสด ที่ขับร้องโดย กิ่งดาว จันทร์สวัสดิ์

สำหรับ กิ่งดาว  จันทร์สวัสดิ์ นั้น เดิมทีก็เป็นเพียงนักร้องในวงคนหนึ่ง แต่เมื่อมีโอกาสได้ร้องเพลงประกอบหนังเรื่องบ้านสาวโสด ก็ทำให้มีชื่อเสียงโด่งดังเพิ่มมากขึ้น ผู้สร้างหนังจึงติดต่อกิ่งดาวให้ไปแสดงหนังอีกหลายเรื่อง เช่น ทุ่งเศรษฐี (2514) สุดที่รัก (2514) ทโมนไพร (2514) แม่ศรีไพร (2514) ลานสาวกอด (2515)ฯลฯ


ขณะเปิดกล้องถ่ายทำหนังบ้านสาวโสดนั้น มิตร-เพชราก็ยังคงมีคิวการแสดงล้นมือเช่นเคย มิตรให้คิวการถ่ายทำบ้านสาวโสดไปแล้วครั้งหนึ่ง แต่ระหว่างนั้นก็เกิดเหตุไม่คาดคิดขึ้นเมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2513 มิตร ชัยบัญชา เสียชีวิตอย่างกะทันหันจากการแสดงหนังเรื่อง อินทรีทอง จึงทำให้มิตรแสดงหนังเรื่องบ้านสาวโสดไม่จบ  

                  อย่างไรก็ตาม ผู้สร้างยังคงเดินหน้าสร้างหนังต่อโดยเก็บฉากที่มิตรแสดงไว้ใช้และนำครรชิต ขวัญประชา พระเอกน้องใหม่ที่มิตรเคยหมายมั่นปั้นมือจะให้แสดงหนังแทนมารับบทต่อจากที่มิตรแสดงค้างไว้จนหนังจบเรื่องและนำออกฉายครั้งแรกเมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2513 ที่โรงหนังเอ็มไพร์ ปากคลองตลาด

แม้ว่า ตอนนั้นครรชิต ขวัญประชา จะเป็นพระเอกหน้าใหม่และยังไม่ใช่ดาราแม่เหล็กที่สามารถจะดึงแฟนๆได้เท่ามิตร ชัยบัญชา แต่ความที่หนังยังมีเพชราเป็นตัวแสดงประกอบกับเนื้อหาของหนังออกไปทางสนุกสนานและยังมีเพลงไพเราะดังติดตลาด จึงเป็นที่ถูกอกถูกใจแฟนหนังได้ระดับหนึ่ง จากนั้น ครรชิต ขวัญประชา ก็มีผลงานแสดงเป็นพระเอกติดต่อกันอีกหลายเรื่อง เช่น เขยตีนโต (2514) ทโมนไพร (2514) สุภาพบุรุษเสือใบ (2514) พิษผยอง (2514) สะใภ้ยี่เก (2514) ทุ่งเศรษฐี (2514) แก้วขนเหล็ก (2515) ลานสาวกอด (2515) 11 ม.ม. (2515 ) ฯลฯ

 


คราวนี้ มาดูเรื่องย่อๆ ของ บ้านสาวโสด กันนะครับ

หนังเริ่มเรื่องที่บ้านสุนทรพันธ์ ซึ่งมี ประเทืองทิพย์ (จุรี โอศิริ) หยิบหทัย (ปริม ประภาพร) และวไลพร (เมตตา รุ่งรัตน์) สามสาวโสดกำลังตื่นเต้นดีใจที่นายติ่งหรือยอดชาย อนะกุล (มิตร ชัยบัญชา/ครรชิต ขวัญประชา) ลูกชายเพื่อนจะเข้ามาพักเพื่อสอบปริญญาโท สามสาวต่างแต่งตัวประชันโฉมกัน หวังจะให้เป็นที่สนใจของนายติ่งและก็เป็นเวลาเดียวกับที่แต๋วหรือหญิง สุระกานต์ (เพชรา เชาวราษฎร์) ปลอมตัวมาเป็นคนรับใช้ที่บ้านสาวโสดนี้ด้วย

ต่อมาติ่งก็สนใจในตัวแต๋วพร้อมๆ กับสงสัยในพฤติกรรมของแต๋วไปด้วยเพราะไม่เหมือนคนรับใช้ทั่วไป เมื่อประเทืองทิพย์เห็นว่า ติ่งสนใจแต๋ว จึงหาทางไล่แต๋วออกจากบ้านโดยไม่บอกติ่ง


รัฐการ (อดุลย์ ดุลยรัตน์) เป็นหนุ่มอีกคนหนึ่งที่หมายปองวไลพร หนึ่งในสาวโสดและตกลงจะแต่งงานกัน แต่ประเทืองทิพย์กับหยิบหทัยก็ไม่ยอมให้น้องสาวแต่งงานก่อนพี่ๆ เมื่อโต้ง (ประจวบ ฤกษ์ยามดี) น้องชายติ่งได้พบแต๋วก็หลงรักแต๋วอีกคน ฝ่าย เต่า (อรสา อิศรางกูรฯ) เพื่อนของแต๋วก็ปลอมตัวไปเป็นคนรับใช้ที่บ้านสาวโสดแทนแต๋วและเริ่มเดินแผนให้หนุ่มๆ กับสาวโสดๆ ได้พบกัน หวังจะจับคู่ให้รักกันเพื่อวไลพรจะได้แต่งงานกับรัฐการเสียที

ติ่งรักแต๋วแล้ว จึงจะไม่แต่งงานกับพิณ (จอมใจ จรินทร์) คู่หมั้นที่พ่อแม่หมั้นไว้ให้ตั้งแต่เด็กๆ ติ่งจึงปลอมตัวเป็น นายณพไปเป็นคนรับใช้ที่บ้านอธิบดีบรรจง สุระกานต์ (เชาว์ คล่องแคล่ว) พ่อของแต๋ว เพื่อจะได้อยู่ใกล้ๆ แต๋ว แต่แต๋วก็ยังงอน เล่นองค์ แกล้งไม่สนใจติ่ง

เมื่อติ่งหายตัวไป ตะแบก (ล้อต๊อก) กับ อังกาบ (วงทอง ผลานุสนธ์) พ่อแม่ก็วางแผนให้โต้งสวมรอยเป็นติ่งคู่หมั้นแทน เมื่อไปถึงบ้านอธิบดีบรรจงก็พบกับติ่งที่ปลอมตัวเป็นนายณพคนใช้ ฝ่ายแต๋วรู้แล้วว่า ติ่งปลอมตัวเป็นนายณพก็กลั่นแกล้งตลอด แกล้งให้นายณพขับรถไปบ้านน้าตวงทอง (มารศรี ณ บางช้าง) ก็เผอิญไปเจอกับเหตุการณ์ร้าย ติ่งเข้าแก้ไขสถานการณ์ช่วยเหลือน้าตวงทองให้พ้นจากมือคนร้ายได้สำเร็จ แต่แต๋วก็ยังไม่ยอมให้อภัยติ่งอีก ก็เลยเจอแผนซ้อนแผนของรัฐการที่ปลอมตัวเป็นคนร้าย จะฆ่าติ่ง แต๋วจึงยอมให้อภัยติ่ง.. เป็นอันว่า สามสาวโสดก็เลยได้แต่งงานพร้อมๆ กัน หนังก็จบครับ